วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"นิด้า"เปิดผลวิจัยทำโลกตะลึง ชี้แหล่งปลูกพืชที่มี"สารก่อมะเร็ง"

นิด้า ทำโลกตะลึง เปิดผลวิจัยใหม่ "การบ่งชี้แหล่งปลูกพืชที่มีสารก่อมะเร็ง" โดยสกัดสาร PHAs ช่วยกระบวนการสืบค้นย้อนกลับ ป้องกัน ลดความเสี่ยงสารก่อมะเร็ง


รศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (DPM NIDA) เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์วิจัยฯได้ติดตามปัญหาของสารก่อมะเร็งจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและจากพืชอาหารอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ที่จะให้มีการเปิดเสรีการค้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในต้นปี 2559 จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและพืชอาหารที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านและจากตลาดทั่วโลก มีความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารก่อมะเร็งในอัตราสูง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและรู้เท่าทันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ทางศูนย์วิจัยฯได้ทำการศึกษา วิจัยกระบวนการสืบค้นย้อนกลับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อให้ทราบถึงที่มาของแหล่งปลูกพืชโดยจะเชื่อมโยงข้อมูลที่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เป็นผลสำเร็จ โดยการใช้สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่สามารถบ่งชี้แหล่งเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ รวมถึงมีความสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย

การบ่งชี้แหล่งเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรด้วยสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) เป็นการประยุกต์ใช้ปริมาณองค์ประกอบของสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในพืชผลทางการเกษตรเป็นตัวติดตามทางเคมี สำหรับการบ่งชี้แหล่งเพาะปลูก สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของสารประกอบ PAHs ที่ซึ่งค่า PAHs ที่ได้นั้นเปรียบเปรียบเสมือนลายพิมพ์เคมี ของพืชผลทางการเกษตร และนำไปเปรียบเทียบกับค่าอัตราส่วนองค์ประกอบของ PAHs ของแต่ละแหล่งเพาะปลูกในคลังฐานข้อมูลที่ได้จัดทำไว้ เพื่อบ่งชี้แหล่งเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรนั้น

"ความสำเร็จของงานวิจัยการวิเคราะห์บ่งชี้แหล่งเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรครั้งนี้ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจนได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Food Control ของสำนักพิมพ์ Elsevier ซึ่งมีค่า Impact Factor สูงถึง 3.00 เป็นเครื่องรับประกันคุณภาพ ซึ่งนับเป็นงานวิจัยใหม่ครั้งแรกของโลกที่มีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตของมวลมนุษยชาติ และยกระดับงานวิจัยไปสู่ขั้นสูงสุด" รศ.ดร.ศิวัชกล่าวและว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้น การจำแนกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตามแหล่งผลิตยังไม่ประสบความสำเร็จได้ดีเท่าที่ควร ได้มีความพยายามในการนำเทคนิคทางเคมีวิเคราะห์ เช่น

การประยุกต์ใช้ การตรวจวิเคราะห์ด้วยไอโซโทปเสถียร (Stable Isotope) มีข้อจำกัดคือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ค่าไอโซโทปเสถียรมีราคาที่ค่อนข้างสูงและการใช้งานซับซ้อน จึงต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานที่มีความชำนาญสูง อีกทั้งในบางพื้นที่นั้นมีปริมาณสารไอโซโทปเสถียรที่ค่อนข้างเบาบางจึงยากต่อการตรวจวิเคราะห์ เช่นพื้นที่บริเวณใกล้แหล่งที่มีเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน, ไอเสียจากยานพาหนะนอกจากนี้ เมื่อนำหลักการตรวจวิเคราะห์ด้วยไอโซโทปเสถียรนี้มาใช้จำแนกแหล่งเพาะปลูก โดยพล็อตตามแหล่งพื้นที่ของตัวอย่างอากาศที่เก็บได้ในแต่ละพื้นที่ อาจเกิดการบ่งชี้ที่ผิดพลาดได้ เนื่องจากแหล่งเพาะปลูกที่แตกต่างกันนั้น อาจมีโอกาสที่ค่าคลาดเคลื่อนได้

ต่อมามีการใช้วิธีการสกัดหน่วยควบคุมพันธุกรรม หรือ "ดีเอ็นเอ (DNA)" ในพืช ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการจำแนกผลิตภัณฑ์พืชผลทางการเกษตร เพื่อพิสูจน์ความแตกต่างของสายพันธุ์ได้ แต่ยังมีข้อเสียคือ ไม่สามารถที่จะชี้ชัดถึงแหล่งที่มาของพืชผลทางการเกษตรนั้นได้ เพราะในกรณีที่เป็นพืชทางการเกษตรสายพันธุ์เดียวกัน แต่ปลูกคนละแหล่งเพาะปลูกกันนั้น ให้ค่าในการวิเคราะห์ที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่สามารถนำเทคนิคการสกัด DNA มาใช้ประโยชน์ได้

ระบบสืบค้นย้อนกลับคือ ระบบที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อไม่มีสิ่งปนเปื้อน มีความปลอดภัย โดยสามารถตรวจสอบเส้นทางที่มาของอาหารนั้น ๆ ได้ และช่วยลดความสูญเสียในการเรียกคืนสินค้าของบริษัทผู้ผลิต ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 2 กระบวนการ คือ กระบวนการติดตาม และกระบวนการสืบค้นย้อนกลับ ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้กำหนดระเบียบการสืบค้นย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์ สัตว์ที่นำมาผลิตเป็นอาหารมนุษย์ หรือสารที่จะนำมารวมในอาหารมนุษย์หรืออาหารสัตว์ที่เข้มงวดมาก เพื่อนำมาใช้บังคับบริษัทที่นำสินค้าเข้าไปขาย
 


 บทความจาก : matichon.co.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น