นิด้า ทำโลกตะลึง เปิดผลวิจัยใหม่
"การบ่งชี้แหล่งปลูกพืชที่มีสารก่อมะเร็ง" โดยสกัดสาร PHAs
ช่วยกระบวนการสืบค้นย้อนกลับ ป้องกัน ลดความเสี่ยงสารก่อมะเร็ง
รศ.ดร.ศิวัช
พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (DPM NIDA) เปิดเผยว่า
ตามที่ศูนย์วิจัยฯได้ติดตามปัญหาของสารก่อมะเร็งจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและจากพืชอาหารอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ที่จะให้มีการเปิดเสรีการค้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
(AEC) ในต้นปี 2559
จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและพืชอาหารที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านและจากตลาดทั่วโลก
มีความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารก่อมะเร็งในอัตราสูง ดังนั้น
เพื่อเป็นการป้องกันและรู้เท่าทันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ทางศูนย์วิจัยฯได้ทำการศึกษา
วิจัยกระบวนการสืบค้นย้อนกลับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
เพื่อให้ทราบถึงที่มาของแหล่งปลูกพืชโดยจะเชื่อมโยงข้อมูลที่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เป็นผลสำเร็จ
โดยการใช้สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่สามารถบ่งชี้แหล่งเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ
มีความแม่นยำและเชื่อถือได้
รวมถึงมีความสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
การบ่งชี้แหล่งเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรด้วยสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
(Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs)
เป็นการประยุกต์ใช้ปริมาณองค์ประกอบของสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในพืชผลทางการเกษตรเป็นตัวติดตามทางเคมี
สำหรับการบ่งชี้แหล่งเพาะปลูก สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของสารประกอบ PAHs ที่ซึ่งค่า
PAHs ที่ได้นั้นเปรียบเปรียบเสมือนลายพิมพ์เคมี ของพืชผลทางการเกษตร
และนำไปเปรียบเทียบกับค่าอัตราส่วนองค์ประกอบของ PAHs
ของแต่ละแหล่งเพาะปลูกในคลังฐานข้อมูลที่ได้จัดทำไว้ เพื่อบ่งชี้แหล่งเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรนั้น
"ความสำเร็จของงานวิจัยการวิเคราะห์บ่งชี้แหล่งเพาะปลูกของพืชผลทางการเกษตรครั้งนี้
ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจนได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Food Control ของสำนักพิมพ์ Elsevier
ซึ่งมีค่า Impact Factor สูงถึง 3.00 เป็นเครื่องรับประกันคุณภาพ
ซึ่งนับเป็นงานวิจัยใหม่ครั้งแรกของโลกที่มีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตของมวลมนุษยชาติ
และยกระดับงานวิจัยไปสู่ขั้นสูงสุด" รศ.ดร.ศิวัชกล่าวและว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้น
การจำแนกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตามแหล่งผลิตยังไม่ประสบความสำเร็จได้ดีเท่าที่ควร
ได้มีความพยายามในการนำเทคนิคทางเคมีวิเคราะห์ เช่น
การประยุกต์ใช้
การตรวจวิเคราะห์ด้วยไอโซโทปเสถียร (Stable Isotope) มีข้อจำกัดคือ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ค่าไอโซโทปเสถียรมีราคาที่ค่อนข้างสูงและการใช้งานซับซ้อน
จึงต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานที่มีความชำนาญสูง
อีกทั้งในบางพื้นที่นั้นมีปริมาณสารไอโซโทปเสถียรที่ค่อนข้างเบาบางจึงยากต่อการตรวจวิเคราะห์
เช่นพื้นที่บริเวณใกล้แหล่งที่มีเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน, ไอเสียจากยานพาหนะนอกจากนี้
เมื่อนำหลักการตรวจวิเคราะห์ด้วยไอโซโทปเสถียรนี้มาใช้จำแนกแหล่งเพาะปลูก
โดยพล็อตตามแหล่งพื้นที่ของตัวอย่างอากาศที่เก็บได้ในแต่ละพื้นที่ อาจเกิดการบ่งชี้ที่ผิดพลาดได้
เนื่องจากแหล่งเพาะปลูกที่แตกต่างกันนั้น อาจมีโอกาสที่ค่าคลาดเคลื่อนได้
ต่อมามีการใช้วิธีการสกัดหน่วยควบคุมพันธุกรรม หรือ "ดีเอ็นเอ (DNA)" ในพืช
ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการจำแนกผลิตภัณฑ์พืชผลทางการเกษตร เพื่อพิสูจน์ความแตกต่างของสายพันธุ์ได้
แต่ยังมีข้อเสียคือ ไม่สามารถที่จะชี้ชัดถึงแหล่งที่มาของพืชผลทางการเกษตรนั้นได้
เพราะในกรณีที่เป็นพืชทางการเกษตรสายพันธุ์เดียวกัน แต่ปลูกคนละแหล่งเพาะปลูกกันนั้น
ให้ค่าในการวิเคราะห์ที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่สามารถนำเทคนิคการสกัด DNA มาใช้ประโยชน์ได้
ระบบสืบค้นย้อนกลับคือ
ระบบที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อไม่มีสิ่งปนเปื้อน มีความปลอดภัย
โดยสามารถตรวจสอบเส้นทางที่มาของอาหารนั้น ๆ ได้
และช่วยลดความสูญเสียในการเรียกคืนสินค้าของบริษัทผู้ผลิต ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 2 กระบวนการ คือ
กระบวนการติดตาม และกระบวนการสืบค้นย้อนกลับ
ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้กำหนดระเบียบการสืบค้นย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์
สัตว์ที่นำมาผลิตเป็นอาหารมนุษย์ หรือสารที่จะนำมารวมในอาหารมนุษย์หรืออาหารสัตว์ที่เข้มงวดมาก
เพื่อนำมาใช้บังคับบริษัทที่นำสินค้าเข้าไปขาย
บทความจาก : matichon.co.th
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น