วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

คอลัมน์ บทความพิเศษ



จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า "โรคมะเร็ง" เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ
ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

"อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก"

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้"

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด "มะเร็ง" ง่ายขึ้น


ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

"ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ"

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ 1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง 2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่ 3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 4.ควบคุมน้ำหนัก 5.พักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

"หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร" 


บทความจาก : matichon.co.th 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น