วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จับกระแสมะเร็งปอด รู้หรือไม่? คนเอเชียป่วยอันดับ 1 ของโลก

จับกระแสมะเร็งปอด รู้หรือไม่? คนเอเชียป่วยอันดับ 1 ของโลก

คอลัมน์ รู้ทันโรค

http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174309601417431057l.jpg

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมงาน Hospital Healthcare ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมโรคมะเร็งปอดแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (APLCC) IASLC ประจำปี 2557 ที่จัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งร่วมกันหารือถึงวิธีการรักษา การเข้าถึงยา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งงานนี้ นอกจากจะมีแพทย์ในแถบเอเชียแปซิฟิกมาร่วมประชุมแล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มาจากยุโรปและอเมริกาอีกด้วย 

สำหรับงานประชุมในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์โดยรวมของโรคมะเร็งปอดในเอเชีย-แปซิฟิก

รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันในแถบเอเชียมีผู้ป่วยมะเร็งปอดมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีคนไข้รายใหม่เกิดขึ้นเกือบ 1 ล้านคนต่อปี และพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 900,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ส่วนในประเทศไทยนั้น พบว่า ในแต่ละปีจะมีคนไข้รายใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 19,000 คน แบ่งเป็น ผู้ป่วยชาย 12,000 คน และผู้หญิงหญิงอีก 6,000 คน และจากสถิติคนไข้ที่มาพบแพทย์ไม่นับว่าจะระยะใดก็ตาม จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 13,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะมาพบแพทย์ในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว ทำให้เกิดการรักษาที่ล่าช้า จนส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตในที่สุด 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดของคนในเอเชียยังพบว่ามาจากการสูบบุหรี่เป็นหลักแต่ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ก็อย่านิ่งนอนใจไป เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบว่า คนไข้เกือบครึ่งหนึ่งไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเพศหญิงเกือบ 90% ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด พบว่า ไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกัน 

ทั้งนี้ ความน่ากลัวของโรคมะเร็งปอดที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือ การไม่แสดงอาการเตือนของโรคในช่วงระยะที่ 1-2 ทำให้เกิดการชะล่าใจไม่ยอมไปตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รู้ตัวอีกทีก็มีอาการที่ค่อนข้างหนักและรุนแรงขึ้นแล้ว ซึ่งหากเทียบอัตราการหายเป็นปกติกับมะเร็งชนิดอื่นๆ พบว่า มะเร็งปอดมีโอกาสหายเป็นปกติน้อยมาก แต่ในทางกลับกันโรคมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยกลับมีอัตราการหายสูงถึง 70%

เนื่องจากเป็นอวัยวะภายนอก สามารถตรวจพบในระยะเริ่มต้นได้ไว ทำให้มีการรักษาได้อย่างทันถ่วงที ซึ่งผิดกลับมะเร็งปอดที่เป็นอวัยวะภายใน ทำให้ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นแทบจะไม่แสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน มีเพียงอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด เหนื่อยหอบ หายใจไม่ออก ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังคงประมาทคิดว่าเป็นเพียงแค่วัณโรคธรรมดา แต่ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนอาการลุกลามเกินกว่าจะรักษาให้หายได้ 

ในส่วนวิธีการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งปอดนั้น รศ.นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า หลักๆ มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยา สำหรับการผ่าตัดและการฉายรังสีเป็นการรักษาเฉพาะที่ คือ รักษาตรงไหนจะได้ผลตรงนั้น จึงเหมาะกับคนไข้ที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย แต่หากคนไข้ที่ผ่าตัดไม่ได้ จะทำการรักษาด้วยการฉายรังสี


แต่ถ้ามีลักษณะบางอย่างที่มีความเสี่ยงของโรคจะกลับมาเป็นอีกครั้ง อาจจะให้ยาเคมีบำบัดช่วยด้วย ส่วนคนไข้ที่อยู่ในช่วงระยะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว จะรักษาด้วยการใช้ยาเป็นหลัก โดยมี 2 กลุ่มหลัก คือ ยาเคมีบำบัด และยาอีกชนิดหนึ่ง คือ ยามุ่งเป้า ซึ่งจะออกฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะยีสต์และโปรตีนบางตัวของมะเร็งปอดเท่านั้น ซึ่งการใช้ยาชนิดนี้ควรได้รับอนุญาตการใช้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกับโรคมะเร็งปอดนั้น คุณหมอ มองว่า ควรจะต้องมีการรณรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่อย่างจริงจัง พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในเรื่องของมะเร็งปอดให้เกิดขึ้นในสังคมอยู่เสมอ เพื่อในอนาคตอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดจะลดน้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกันของการประชุมโรคมะเร็งปอดแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (APLCC) IASLC เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (Boehringer Ingelheim) หนึ่งในบริษัทผลิตเวชภัณฑ์ระดับโลก ยังได้จัดงานแถลงข่าวยาชนิดใหม่ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (non-small cell lung cancer; NSCLC) ของชาวเอเชีย ที่กลายพันธุ์มาจาก (Epidermal Growth Factor Receptor; EGFR) ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุดอีกด้วย โดยงานนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยามะเร็งที่มีชื่อเสียงในระดับสากลมาร่วมอภิปายเกี่ยวกับยาชนิดใหม่ในแง่มุมที่น่าสนใจ 

ศาสตราจารย์ Yi-Long Wu ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งปอดกวางโจว ประเทศจีน กล่าวว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ของคลินิกระยะที่ 3 LUX-Lung 3 พบว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก NSCLC ของชาวเอเชีย ที่มีการกลายพันธุ์ของ EGFR มีชีวิตยืนยาวขึ้นหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาชนิดใหม่นี้ในขั้นแรก ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ LUX-Lung 3 ที่ได้รายงานว่า

ผู้ป่วยที่ได้รับตัวยาชนิดใหม่จะมีชีวิตอยู่ได้นานเกินหนึ่งปี โดยปราศจากการเติบโตของเนื้องอก นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีการทุเลาของอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งปอด เช่น ไอ หายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย ฉะนั้น ยาชนิดนี้ จึงถือเป็นผลดีในด้านความก้าวหน้าที่สำคัญในการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด NSCLC และถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอดในทวีปเอเชียที่จะได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยยาชนิดนี้ 

ทางด้าน ศาสตราจารย์ James Chih-Hsin Yang ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมะเร็ง วิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กรุงไทเป และหัวหน้าโครงการศึกษา LUX-Lung 3 ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า ก่อนหน้านี้ จากการศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดในระยะที่ลุกลาม พบว่า แทบไม่พบผลดีในด้านการรอดชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยเลย แต่ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย LUX-Lung 3 และการศึกษา LUX-Lung 6 ล้วนแสดงให้เห็นตรงกันว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาตัวใหม่นี้ได้รับผลดีในด้านการรอดชีวิตโดยรวมยาวนานกว่า12 เดือน จึงเรียกได้ว่าเป็นทางเลือกการบำบัดรักษาแบบใหม่ของโรคมะเร็งปอด

สำหรับยาชนิดใหม่นี้ ได้รับการอนุมัติข้อบ่งใช้แล้วในหลายภูมิภาค อาทิ สหภาพยุโรป แคนาดา และหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ และมาเลเซีย และในสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุด ยาตัวใหม่นี้ได้รับรองในประเทศไทยแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติของหน่วยงานกำกับดูแลเช่นกัน 

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่อาจจะไม่ต้องพึ่งยาแบบเดิมอีกต่อไป เพราะในเมื่อการศึกษาของมนุษย์เกี่ยวกับโรคมะเร็งได้พบวิวัฒนาการการรักษาใหม่อยู่เรื่อยๆ จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย เพื่อยืดชีวิตมนุษย์ให้นานที่สุดตราบที่จะนานได้


บทความจาก : matichon.co.th 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น