วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็ง? ไม่น่ากลัว พบเนิ่นๆ รักษาหาย

ปัจจุบันคนเรามักมีทัศนคติที่ไม่ดีมากมายเกี่ยวกับโรคมะเร็ง คิดว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใครเป็นแล้วจะต้องเสียชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น หลายคนจึงรู้สึกกลัวโรคมะเร็ง แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้ร้ายกาจกว่าโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้
ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและโรคมะเร็ง ประจำศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือ SiPH กล่าวว่า ปัจจุบันนั้นโรคมะเร็งส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้ แต่โอกาสหายขึ้นอยู่กับความรุนแรง และลักษณะการเจริญเติบโตของมะเร็งที่พบ




"ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ทวีปยุโรปและอเมริกา มีผลสำรวจว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลดลง เนื่องจากวิทยาการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย บวกกับความก้าวหน้าของเครื่องมือคัดกรองโรคมะเร็งต่างๆ ทำให้ตรวจพบการก่อตัวที่ผิดปกติของเซลล์เร็วขึ้น ก่อนเซลล์จะผิดรูปกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้โอกาสในการรักษามีมากขึ้นตามไปด้วย"
ศ.นพ.พิทยภูมิระบุว่า แนวทางที่จะรอดจากมะเร็งในประเทศไทย คือ "ลด" การเกิดด้วยการ "ค้นหา" ให้พบเร็วที่สุด เพื่อหาวิธีรักษาให้หาย นี่คือความหวังในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง
"สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายขาดจากการเป็นมะเร็งก็คือ การค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม"
ข่าวดีสำหรับประเทศไทยคือ ปัจจุบันมีศูนย์มะเร็งเกิดขึ้นมากมายในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการในการรักษาโรคมะเร็งของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์มะเร็ง SiPH ถือเป็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีความพร้อมให้บริการเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งครบทุก สาขาในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายกว่า200 ชนิด


ศ.นพ.พิทยภูมิเล่าต่อว่า ปัจจุบันความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนจากการรักษาลดลง เนื่องจากความก้าวหน้าในการผ่าตัด โดยวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีนั้นมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การผ่าตัด การรักษาด้วยการให้ยา และการฉายรังสี
สำหรับวิธีป้องกันมะเร็งสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง คือ หลีกเลี่ยงการเสพหรือรับประทานของที่ไม่มีประโยชน์ เช่น บุหรี่ สุรา ของปิ้งย่าง หรืออาหารจำพวกไขมัน เพราะจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ดี แม้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไม่เกิดโรคมะเร็งอย่างถาวร แต่หากหยุดกระบวนการที่ไปกระทบกับเซลล์บ่อยๆ ก็จะช่วยให้เซลล์ไม่ผิดรูป หรือกลับกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
"หากพบ 7 สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง ได้แก่ การขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง แผลที่ไม่หาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลืนอาหารลำบาก ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝที่เปลี่ยนไป และไอจนเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ทำให้ลดอัตราเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้อย่างมี ประสิทธิภาพ" ศ.นพ.พิทยภูมิทิ้งท้าย

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง

5 ทำ 5 ไม่ ไกลมะเร็ง
คอลัมน์ คุยกับหมอพิณ
โดย พญ.พิณนภางค์ ศรีพหล
"จากผลตรวจชิ้นเนื้อ คุณเป็นมะเร็งค่ะ" ประโยคที่หมอไม่อยากจะพูดและคนไข้ไม่อยากจะได้ยิน แค่คำว่า "มะเร็ง" คำเดียว เป็นข่าวร้าย เหมือนคำพิพากษาที่ฟาดลงมาต่อผู้ป่วยและครอบครัว แค่ได้ยินคำนั้น คนไข้ส่วนใหญ่ก็สติกระจัดกระจาย หมออธิบายอะไรไป ก็ดูจะไม่เข้าหู
อันที่จริงแล้ว มะเร็งบางอย่างบางระยะก็รักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าเลือกได้ก็ขอเลือกที่จะไม่เป็นดีกว่า  แต่บางอย่างเราก็เลือกไม่ได้ คล้ายชีวิตถูกลิขิตมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะนอนรอให้ชะตาลิขิตไปซะทีเดียว
วันนี้เราจะมาคุยกันในส่วนที่ ต้องฝ่าฟัน ข้อมูล 5 ไม่ 5 ทำ นำมาจากแผ่นพับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ น่าสนใจมากทีเดียว ไม่ยาก แค่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัยเท่านั้นเองค่ะ

5 ทำ คือ 5 อย่างที่ควรทำ ได้แก่
1.ออกกำลังกายเป็นนิจ เพราะ ว่าจะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความอ้วน และคลายเครียดได้ด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที
2.ทำจิตแจ่มใส เพราะร่างกายแข็งแรงมีพื้นฐานมาจากจิตใจที่แข็งแรง
3.กินผักผลไม้ เพราะ ในผักผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านมะเร็ง และมีเส้นใยอาหาร ลดการเกิดโรคมะเร็งได้ เราควรทานผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ หรือประมาณ 500 กรัมต่อวัน จำง่าย ๆ ว่า (ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง)
4."กิน" อาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ ซ้ำซากจำเจ "ลด" อาหารไขมันสูง อาหารปิ้ง ย่าง ทอดที่ไหม้เกรียม เนื้อสัตว์สีแดง และอาหารหมักดอง "หลีกเลี่ยง" อาหารที่มีสารดินประสิว และไนโตรซามิน เนื่องจากมีสารก่อมะเร็ง
5.ตรวจร่างกายเป็นประจำ มะเร็งบางประเภทสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าอยู่ในระยะเริ่มต้น
ดังนั้น การตรวจร่างกายประจำปีจึงสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เพราะจะทำให้รู้ว่าท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดใด
ผ่าน 5 ทำมาแล้ว ทีนี้มาถึง 5 ไม่บ้างนะคะ
1.ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งไต และมะเร็งปากมดลูก นอกจากมะเร็งแล้ว บุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพองอีกด้วยนะคะ ต่อให้เราไม่ได้สูบเอง การสูดดมควันบุหรี่ที่มีสารน้ำมันทาร์ และสารเคมีมากมายที่มีสารก่อมะเร็งร่วมด้วย ดังนั้น ควร "งด" สูบบุหรี่ และ "หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นด้วยค่ะ
2.ไม่มีเซ็กซ์มั่ว สตรี ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และคู่นอนหลายคน มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และมีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันควร หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ถุงยางอนามัย และการตรวจภายในประจำปี ช่วยได้ค่ะ
3.ไม่มัวเมาสุรา สุรา เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งหลอดอาหาร แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ชายไม่ควรดื่มสุราเกิน 2 แก้วต่อวัน ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วต่อวัน
4.ไม่ตากแดดจ้า เพราะ แสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ที่เป็นปัจจัยต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเร็งแล้วยังทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และต้อกระจกอีกด้วย
5.ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ การ กินปลาตระกูลปลาตะเพียนที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับ โดยหากบริโภคแบบสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อย ลาบ ทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตับได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว และตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิทุกปี
5 ทำ 5 ไม่ ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมคะ แค่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัยเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

13 อาการสัญญาณก่อโรคมะเร็ง

ร่างกายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากไม่หมั่นสังเกต คุณอาจไม่รู้ว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแข็งแรงขึ้น หรือย่ำแย่ลงสัญญาณเตือนต่อไปนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณหันมาทบทวน และปรับปรุงตัวเองก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ 13 อาการสัญญาณก่อโรคมะเร็งควรรีไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังนี้

1. หายใจมีเสียงหวีดหรือหายใจไม่ทัน หนึ่งในอาการแรกของโรคมะเร็งปอดที่ผู้ป่วยนึกออกเมื่อมองย้อนกลับไปดูก็คืออาการหายใจไม่ทัน

2. ไอเรื้อรังหรือเจ็บหน้าอก มะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอดอาจทำให้มีอาการคล้ายกับไอเรื้อรัง หรือหลอดลมอักเสบได้ แต่การไอของโรคมะเร็งจะมีความแตกต่างคือเป็นเรื้อรังหรือเป็นๆ หายๆ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางรายยังมีอาการปวดหน้าอกที่ลามไปยังไหล่หรือ แขนอีกด้วย


3. มีไข้หรือติดเชื้อบ่อย อาการนี้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและจะไปเบียดเบียนเซลล์เม็ด เลือดขาวปกติ ทำให้ร่างกายขาดความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค แพทย์มักตรวจพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวในผู้ใหญ่ที่ป่วยและมาพบแพทย์ซ้ำๆ ด้วยอาการไข้ ปวดเมื่อยตัว และอาการคล้ายไข้หวัดเป็นเวลานาน


4. กลืนลำบาก แม้อาการนี้จะสัมพันธ์กับมะเร็งในหลอดอาหารหรือลำคอที่สุด แต่บางครั้งอาการกลืนอาหารลำบากก็เป็นสัญญาณแรกของมะเร็งปอดได้เช่นกัน


5. ต่อมน้ำเหลืองโตหรือก้อนที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ภาวะต่อมน้ำเหลืองโตบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบน้ำเหลืองซึ่งอาจจะเป็น อาการของโรคมะเร็ง เป็นต้นว่า ก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตที่ใต้รักแร้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่ก้อนที่ลำคอ รักแร้ หรือขาหนีบที่ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งเม็ด เลือดขาว
6. รอยฟกช้ำหรือเลือดออกไม่หยุด อาการนี้มักชี้ถึงความผิดปกติของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดงซึ่งอาจเป็นอาการ ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางรายพบรอยช้ำที่บริเวณแปลกๆ เช่น ตามนิ้วและมือ ทั้งยังมีรอยแดงที่ใบหน้า ลำคอ และหน้าอก หรือมีอาการเลือดออกที่เหงือก เนื่องจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นจนไปเบียดเบียนเซลล์เม็ดเลือด แดงและเกล็ดเลือด ทำให้ความสามารถในการนำส่งออกซิเจนและแข็งตัวของเลือดลดลง


7. ปวดท้องน้อยหรือปวดท้อง อาการปวดท้องน้อยเพียงอย่างเดียวอาจหมายถึงได้ทั้งภาวะพังผืดในมดลูก ซีสต์ในรังไข่ และความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์อื่นๆ แพทย์จึงมักไม่สงสัยเรื่องโรคมะเร็ง ดังนั้นคุณจึงควรขอให้แพทย์ตรวจร่างกายโดยละเอียด เนื่องจากอาการปวดและตะคริวที่ท้องน้อยหรือช่องท้องอาจเกิดร่วมกับอาการท้อง อืดซึ่งเป็นอาการของโรคมะเร็งรังไข่ได้ นอกจากนี้การขยายตัวของม้ามในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก็อาจก่อให้เกิด อาการปวดท้องเช่นกัน
8. อาการเลือดออกที่ทวารหนักหรือถ่ายปนเลือด หลายคนอาจคิดว่าอาการถ่ายปนเลือดเป็นแค่ริดสีดวงเป็นอาการโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

9 . อาหารไม่ย่อยหรือปวดกระเพาะ อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็ช่วยให้แพทย์สั่งตรวจอัลตราซาวนด์และสามารถพบ มะเร็งตับได้แต่เนิ่นๆ อีกทั้งอาการปวดเกร็งช่องท้องหรืออาหารไม่ย่อยเป็นประจำอาจแสดงถึงโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่


10. เต้านมบวม แดง หรือเจ็บ อาจบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ (inflammatory breast cancer) ซึ่งมีอาการบวม ร้อนที่เต้านม สีที่เปลี่ยนไปเป็นแดงหรือม่วงก็ถือเป็นอีกหนึ่งอาการที่ควรระวังไม่ต่างจาก พบรอยบุ๋มคล้ายผิวส้มที่ผิวเต้านม นอกจากนี้โรคมะเร็งเต้านมชนิดอักเสบยังอาจก่อให้เกิดอาการอื่นๆ ที่หัวนม เช่น อาการคัน ผิวลอกเป็นแผ่น หรือแตกเป็นสะเก็ดได้อีกด้วย


11. ประจำเดือนมามากหรือปวดประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย นี่คือสัญญาณของโรคมะเร็งที่เยื่อบุโพรงมดลูกหรือมดลูก หากคุณสงสัยว่าอาการประจำเดือนออกมากของคุณมีสาเหตุแอบแฝง ก็ลองขอให้แพทย์ทำอัลตราซาวนด์ผ่านช่องคลอดดูได้ค่ะ

12. อาการบวมที่ใบหน้า ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางรายมีอาการบวมหรือแดงที่ใบหน้า ซึ่งเป็นเพราะมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) มักจะไปกดเส้นเลือดแดงในหน้าอก ทำให้เลือดไหลเวียนจากศีรษะและใบหน้าไม่สะดวก


13. ความผิดปกติที่เล็บ จุดหรือเส้นสีดำใต้เล็บบ่งถึงอาการของโรคมะเร็งผิวหนัง ขณะที่อาการ "นิ้วปุ้ม" ซึ่งปลายนิ้วมือพองนูนและปลายเล็บงุ้มลงเข้าหานิ้ว อาจเป็นอาการของโรคปอด เล็บที่มีสีซีดหรือเปลี่ยนเป็นสีขาวอาจมีสาเหตุมาจากการทำงานของตับที่ลดลง ซึ่งอาจหมายถึงโรคมะเร็งตับได้

ผักผลไม้พิชิตมะเร็ง

ผักผลไม้พิชิตมะเร็ง

Censored Cancer

ปัญหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในชายไทย ยังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญ มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของมะเร็งในผู้ชาย โดยมีอัตราการเกิดโรคประมาณ 1 ใน 10 หมายความว่าในผู้ชายทุกๆ 10 คน จะมี 1 คนป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มีข้อมูลยืนยันว่า อาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค โดยคนอ้วนมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคนี้สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย พบในผู้ชายอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
สำหรับการใช้พืชผักสมุนไพรในการดูแลรักษาและป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก นั้น แนะนำให้ทานมะเขือเทศ เนื่องจากมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศทุกชนิดมี ไลโคปีน ซึ่งเป็นสีแดงในมะเขือเทศ มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง ป้องกันกระบวนการเสื่อมของเซลล์ต่อมลูกหมากได้ดี มีรายงานว่าไลโคปีนสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ มะเขือเทศสุก เช่น น้ำมะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ จะดีกว่ามะเขือเทศสด เนื่องจากการทำให้สุก ทำให้ไลโคปีนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า ที่สำคัญไลโคปีนในมะเขือเทศยังสามารถลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม ปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ด้วย นอกจากมะเขือเทศแล้ว เรายังสามารถหาไลโคปีนได้จากผลไม้อื่นๆ ได้แก่ แตงโม ฝรั่ง และสับปะรด
Censored Cancer
นอกจากนี้ยังแนะนำเมล็ดฟักทอง ที่เด่นในเรื่องการป้องกันมะเร็งต่อมลูกมาก และยังพบว่าในเมล็ดฟักทองนั้นอุดมด้วยสารสำคัญพวกกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ กรดอะลานีน ไกลซีน กลูตามิก รวมทั้งธาตุสังกะสี และแมกนีเซียมที่มีความจำเป็นต่อต่อมลูกหมาก มีงานวิจัยว่าสารสกัดจากเมล็ดฟักทอง มีฤทธิ์ในการรักษาต่อมลูกหมากโต จากการทดลองในผู้ป่วยกว่าสองพันคน พบว่า 41% มีการปัสสาวะได้ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย โดยไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ประโยชน์ของเมล็ดฟักทอง ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานปกติ ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่มีสังกะสีเป็นส่วนประกอบมากที่สุด ในเมล็ดฟักทองเป็นแหล่งของสังกะสีซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการ เจริญเติบโตทั่วไป และการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ที่พอเหมาะ ตลอดจนการทำงานตามปกติของ ต่อมลูกหมาก (prostate gland) การขาดสังกะสีเป็นสาเหตุของการเป็นหมัน และทำให้ขนาดและโครงสร้างของต่อมลูกหมากผิดปกติได้
ข้อมูลจาก : กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๑ กรุงเทพฯ,

5 มะเร็งร้าย กับวัยที่เปลี่ยนแปลง

พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่ วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไปคอลัมน์ รู้ทันโรคมะเร็ง
เราๆ ท่านๆ คงทราบดีแล้วว่า ปัญหา "มะเร็ง" นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีเพียงใด แต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า
ที่ผ่านมาว่า มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่าคนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน
ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และนี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย
นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดในอนาคตเชื่อว่าต้องมากกว่านี้แน่ๆ (?)

ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง
1) มะเร็งตับ ปัจจุบัน พบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75 - 80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั่นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิดพบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันอย่างถูก ต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์
2) มะเร็งปอด พบ ในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากัน แต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็งชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือสิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนที่สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัช เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสมหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ
3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้ง การมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถเกิดกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญ จึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้
4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปไปตรวจเต้านม
ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง เป็นประจำหลังหมดประเดือน ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกัน มะเร็งทุกชนิด รวมทั้งลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%
5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงมีความจำเป็นโดยควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50 - 75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะขณะที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่ม ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)
การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้... ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งโรคร้ายต้านได้ด้วยอาหาร

“มะเร็ง” แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยินแล้ว! งั้นก็ต้องป้องกันไว้ก่อนคุณปฏิมา พรพจมาน นักกำหนดอาหาร ร.พ. สมิติเวช สุขุมวิท บอกมาว่า แค่กินให้เป็นก็ลดโอกาสเจอมะเร็งได้ถึง 30% แน่ะ ชอบเลย!


เสริมรสชาติด้วยเครื่องเทศเด็ดๆ
กระเทียม หัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ มีออร์กาโนซัลเฟอร์ ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ทำลายสารพิษ เซลล์ก็เลยต้านฤทธิ์สารก่อมะเร็งได้ และยังมีสารยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียซึ่งก่อมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยเลิศ ที่สุดต้องยกให้ “ขมิ้น” ที่มีสาร Curcumin ต้านมะเร็งได้กว่า 20 ชนิดแน่ะ
Did You Know?


สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติของไทย พ.ศ. 2554 ชี้ว่า ภาคใต้มีเปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ต่ำที่สุด คาดว่าน่าจะมาจากอาหารที่จัดจ้านด้วยเครื่องเทศ โดยเฉพาะขมิ้นนี่แหละ!

ของว่างชั้นเลิศต้องถั่วเมล็ดแห้ง


จะเป็นถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วเขียว หรือถั่วพิสตาชิโอก็ได้ เพราะอุดมด้วยสารยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส (Protease Inhibitors) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตและการลุกลามของมะเร็ง และยังมีกรดไฟติกที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและยับยั้งเลือดที่มาเลี้ยงเซลล์ มะเร็งด้วย แต่ต้องระวังพวกถั่วเก่าเก็บเหม็นหืน เพราะอาจมีสารพิษจากเชื้อราอัลฟ่าท็อกซินเจือปน และก่อให้เกิดมะเร็ง
จานเด็ดเฮลตี้…ผักผลไม้ครึ่งจาน
หรือรวมกันให้ ได้สัก 1/2 กิโลกรัมต่อวัน เน้นความหลากหลายและหลากสีสันไว้ก่อน ยิ่งสีเข้มเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะมีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีนลูทีน และไลโคปีน) คลอโรฟิลด์ แอนโทไซยานิน และอื่นๆ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง
Hot Drink! ชาเขียว

นักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่นและจีนพบว่า คาเตชิน (Catechin) ในชาเขียว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง และป้องกันมะเร็งได้หลายชนิดเลยชงชาให้ได้ประโยชน์เต็มที่…

- ล้างกาเฟอีน โดยแช่ใบชาในน้ำร้อน 1 นาที แล้วเทน้ำทิ้ง
- แช่ใบชาลงในน้ำที่อุ่นลงเล็กน้อย 2 นาที แล้วจิบขณะอุ่นๆ
เมื่อมีอาหารต้านมะเร็ง ก็ต้องมีอาหารก่อมะเร็ง!
- อาหารแปรรูป เช่น กุนเชียงไส้กรอก โดยเฉพาะที่สีสดๆ มักมีดินประสิวหรือเกลือไนเตรตผสมอยู่ กินประจำก็สะสมและเป็นตัวก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
- อาหารปิ้งย่างหรือรมควัน เวลา ไขมันหยดลงบนเตา ควันที่ลอยขึ้นมานั้นจะมีสารพิษที่ชื่อ PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) ปนมาเกาะติดกับอาหาร มีอยู่มากในบริเวณที่ไหม้เกรียม
- อาหารทอด ปิ้งย่าง ด้วยความร้อนสูง หรือเนื้อสัตว์ตุ๋นนานเกิน 2 ชั่วโมง จะเกิดสารพิษที่เรียกว่า HCA (Heterocyclic Amine) นี่ก็เป็นตัวร้ายก่อมะเร็งเหมือนกัน

อาหารต้านสารก่อมะเร็งที่พบบ่อยในธรรมชาติ

มีรายงานพบสารก่อมะเร็ง (eareinogens) ที่สำคัญหลายชนิดในพืชที่เป็นอาหาร เนื่องจากพืชสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ป้องกันอันตรายจากเชื้อแบคทีเรีย รา แมลงและสัตว์บางชนิด เช่น ซาโพรล(safrole) ซึ่งมีในน้ำมันอบเชย (sassafras) ใช้ในการแต่งรสเบียร์ พบว่าทำให้เกิดเนื้องอกในสัตว์และสารไฮดราซีน (hydrazine) ที่พบในเห็ดที่เป็นอาหารหลายชนิด เป็นตัวชักนำให้เกิดมะเร็งอย่างรุนแรง

ธรรมชาติก็ได้สร้างสมดุลในตัวเอง โดยที่พืชอีกหลายชนิดได้สร้างสารประกอบที่สามารถป้องกัน การเกิดผลของสารชักนำมะเร็งเหล่านี้ สารต่อต้านฤทธิ์สารก่อมะเร็ง (anticarcinogens) ที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ ไวตามิน ซีลีเนียม และกรดยูริค กลไกการออกฤทธิ์ที่พบบ่อยๆ คือ การยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของสารก่อมะเร็งแต่ยังไม่มีการสรุปว่า เราควรกินอาหารชนิดใด ในปริมาณเท่าใดจึงจะสามารถลด อันตรายจากสารก่อมะเร็งให้ได้มากที่สุด แต่โดยทั่วไปแล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีราขึ้น โดยเฉพาะราสีเขียว สีเหลือง, อาหารไขมันสูง, อาหารเค็มจัด และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือ, ดินประสิวส่วนไหม้เกรียมของเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน, อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
อาหารที่มีคุณสมบัติป้องกันโรคมะเร็ง
อาหารบางชนิดมีสารอาหารที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง หรือที่เรียกว่า “ สารอาหารต้านมะเร็ง” ได้แก่ อาหารที่ประกอบด้วย พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เครื่องเทศ โดยอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งให้สารอาหารต้านมะเร็งที่สำคัญ เพราะมีใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามิน A C E และสารผัก Phytochemical หรือ Phytonutrint หลายชนิด เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และออกฤทธิ์ผ่านกระบวนการต่างๆ ทำให้ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง และการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เช่น ดูดซับสารพิษ ต้านการอักเสบ รักษาสมดุลของระดับฮอร์โมน เพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

1.อาหารที่มีกากมาก ได้แก่ ไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ข้าวโพด ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณป้องกันและช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็งตัวและนิ่วแล้ว ยังมีบทบาทป้องกันมะเร็งด้วย

2. อาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ที่มีสีเหลืองสดหรือสีส้ม เช่น ฟักทอง แครอท และผักสีเขียวเข้ม เช่น ตำลึง คะน้า บรอคโคลีและผักขม เป็นต้น

3. อาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ผักสด บรอคโคลี ผักขม และผลไม้ เช่น ฝรั่ง ขนุน และมะละกอสุก

4. ผักตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า และบรอคโคลี

5. เครื่องเทศต่าง ๆ ได้แก่ กระเทียม ขมิ้น ข่า ตะไคร้ เป็นต้น ผลการทดลองในสัตว์ปรากฎว่า ผักประเภทนี้สามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดและมะเร็งตับ

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า มะเร็งเกิดได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย แต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะตัวหรือมีประวัติธรรมชาติแตกต่างกัน มะเร็งบางชนิดชอบเป็นในเพศชาย บางชนิดชอบเป็นในเพศหญิง บางชนิดพบมากในคนไทย บางชนิดพบมากในคนเชื้อสายจีน
          จากการสัมมนาเรื่องโรคมะเร็งระดับชาติ  ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ พบว่า สถิติโรคมะเร็งของโรงพยาบาลและสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในประเทศไทย พอจะสรุปได้ว่า มะเร็งของอวัยวะต่างๆ ที่พบได้บ่อยในแต่ละเพศเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ๑๐ อันดับแรก ใกล้เคียงกันกับสถิติของสถาบันมะเร็งโรงพยาบาลศิริราชมาก


อันดับที่
เพศชาย
เพศหญิง









๑๐
               มะเร็งช่องปาก
               มะเร็งตับ
               มะเร็งปอด
               มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
               มะเร็งกระเพาะอาหาร
               มะเร็งหลอดอาหาร
               มะเร็งโพรงหลังจมูก
               มะเร็งผิวหนัง
               มะเร็งกล่องเสียง
               มะเร็งเม็ดเลือดขาว
             มะเร็งปากมดลูก
             มะเร็งเต้านม
             มะเร็งช่องปาก
             มะเร็งผิวหนัง
             มะเร็งเม็ดเลือดขาว
             มะเร็งตับ
             มะเร็งรังไข่
             มะเร็งมดลูก
             มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
             มะเร็งปอด

          สถิติอันดับ ๒ ในตาราง ถ้าคิดเฉพาะอวัยวะเดียวแล้ว ในเพศชายจะพบมะเร็งตับมากเป็นอันดับ ๑

ต้นพลูคาวรักษามะเร็ง

ต้นพลูคาวรักษามะเร็ง

ต้นพลูคาว เป็นไม้เลื้อยล้มลุก เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู แต่อายุอยู่ได้หลายปี ลำต้นจะเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน รากแตกออกตามข้อ ทั้งต้นมีกลิ่นคาวอย่างรุนแรง คล้ายปลาช่อน การขยายพันธุ์โดยปักชำ ชอบขึ้นตามริมห้วย หรือที่ชื้นแฉะริมน้ำมีร่มเงาเล็กน้อยในสภาพอากาศที่เย็น นิยมนำใบมาเป็นผักเคียงกับลาบ
ส่วนจีนจะใช้พลูคาวในตำรับยาหลักนับเป็น สมุนไพรชั้นสูง คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยขอนแก่น สนใจที่จะศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้พลูคาวรักษาผู้ป่วยมะเร็ง สามารถไปยับยั้งการเจริญเติบโตและต้านทานเนื้องอก (Anti-tumor) และช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้ค่อนข้างดี ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากขึ้นทำให้อาการของผู้ป่วยดี ขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยได้นานขึ้นด้วย ซึ่งดีกว่าการรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว
สรรพคุณ- รักษาโรคมะเร็ง ทำลายเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับมะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว
- เนื้องอกในสมอง
- ริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องผ่าตัด
- โรคกาม หนองใน โรคเป็นแผลเปื่อยพุพอง ทำให้น้ำเหลืองแห้ง
- โรคผิวหนัง แก้พิษแมลงป่อง พอกฝี
- ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
- เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว รักษาอาการอักเสบต่าง ๆ เช่น ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ตาอักเสบ ตับอักเสบ ไตอักเสบ
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา หูชั้นกลางอักเสบ
- บำบัดฟื้นฟู โรคความดันโลหิตสูง (Artrosclerosis)
- เพิ่มภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานโรค ยับยั้งเนื้องอก กระตุ้นเซลล์น้ำเหลือง ยับยั้งเบาหวาน
- รักษาความสมดุลของร่างกายและอื่นๆ
- ป้องกันไข้ทรพิษ หัด หัดเยอรมัน การติดเชื้อทางเดินหายใจ HIV เริม งูสวัด
- ฤทธิ์เกี่ยวกับการต้านเชื้อราและแบคทีเรีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา Cryptocoecus
- โรคทางเดินอาหาร
- โรคปริทันต์ โรคติดเชื้อในปาก
-โรคกลากเกลื้อน
- ฤทธิ์ระงับปวด เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ ห้ามเลือด รักษาปริมาณของเหลวในร่างกาย
- ฤทธิ์ขับปัสสาวะ พบสารฟลาโวนอยด์ ที่แยกได้จากใบพลูคาวเป็นสารสำคัญในการออกฤทธิ์
- ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ น้ำมันหอมระเหยจากการกลั่นส่วนเหนือดินของพลูคาว พบว่ามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอย่างแรงต่อเชื้อ Bacillus cereus และ B. Subtilis เชื้ออหิวาต์ Vibrio cholerae 0-1 และ V. Parahaemolyticus
- ฤทธิ์ต้านไวรัส น้ำมันหอมระเหยจากพลูคาวสามารถยับยั้งการเจริญของไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้ หวัดใหญ่ และไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ (HIV

โรคมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นได้ทั้งในสัตว์และมนุษย์ทุกชนชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ  ทุกวัย และทุกฐานะ เป็นโรคซึ่งมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมีผู้รายงานว่าได้พบมะเร็งที่ กระดูกต้นขาของมัมมี่ที่ฝังอยู่ในพีระมิดกิเซห์ (Gizeh Pyramid) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของราชวงศ์ไอยคุปต์โบราณ มนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในเมืองทุกประเทศ  ทุกทวีป  ในส่วนต่างๆของโลกก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้เหมือนกัน  ผิดกันแต่ตำแหน่งของอวัยวะที่เป็นเท่านั้น ซึ่งเป็นมากน้อยต่างกัน โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่กำลังพัฒนา ในมโนภาพของบุคคลโดยทั่วๆไป "โรคมะเร็ง" เป็นโรคที่น่ากลัวรักษาให้หายขาดได้ยาก และเมื่อเป็นแล้วส่วนใหญ่จะต้องเสียชีวิตทุกรายด้วยความทุกข์ทรมาน ความจริงแล้วโรคมะเร็งส่วนใหญ่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการรักษาด้วยวิธีการที่ถูกต้องตั้งแต่ในระยะที่เพิ่งเริ่มเป็น
          ในประเทศไทย โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เพราะปัจจุบันนี้ชาวไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่าโรคอื่นๆ ที่เคยเป็นปัญหาทางสาธารณสุขมาในอดีต เช่น โรคติดเชื้อต่างๆโรคมาลาเรีย  ภาวะทุพโภชนาการ  การแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์  ฯลฯ และชาวไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นทุกวัน จากรายงานของกองสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ชาวไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากเป็นอันดับที่ ๖ หรือมีอัตราตายเท่ากับ ๑๖.๓ ต่อประชากรแสนคนต่อปี ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ เลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ ๓ โดยมีอัตราตายเท่ากับ๑๘.๔/แสน/ปี  และในปี  พ.ศ. ๒๕๒๑ เลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ ๒ โดยมีอัตราตายเท่ากับ ๑๘.๔/แสน/ปี (อันดับที่ ๑ คือการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ)การที่พบว่าชาวไทยเป็นมะเร็งมากขึ้น พอจะอนุมานได้จากสาเหตุต่อไปนี้ คือ
          ๑. มีการเจริญก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์  มีการวินิจฉัยโรคมะเร็งได้ดีขึ้น
          ๒. ชาวไทยเสียชีวิตจากโรคอื่นๆ น้อยลง เพราะมีการปรับปรุงในด้านสาธารณสุขของประเทศให้ดีขึ้น
          ๓. ชาวไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าสมัยก่อน จนถึงวัยที่จะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากขึ้น
          ๔. สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ

          แม้ว่าจะมีองค์การต่างๆ ที่ได้จัดตั้งขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งในประเทศไทย มาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว เช่น  สถาบันมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐  สมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ และสถาบันที่เกี่ยวกับมะเร็งตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย แต่อุบัติการของโรคมะเร็งในประเทศไทยก็ไม่ลดลง ซ้ำกลับเพิ่มขึ้น  ดังนั้นในปีพ.ศ. ๒๕๒๐ กระทรวงสาธารณสุขโดยการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการมะเร็งแห่งชาติขึ้น เพื่อจะวางมาตรการและประสานความร่วมมือระหว่างองค์การต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งในประเทศไทย
มะเร็งคืออะไร
          มะเร็ง คือ ก้อน ตุ่ม ไต ที่ผิดปกติที่ปรากฏภายในหรือบริเวณผิวหนังของร่างกาย เรียกรวมๆ กันว่า "เนื้องอก" (neoplasm,  neoplasia,  new growth,  tumour) เนื้องอกนี้เกิดขึ้นมาใหม่จากเนื้อเยื่อของร่างกาย อยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และไม่มีประโยชน์หรือมีโทษต่อร่างกาย

          เนื้องอกแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
          ๑. เนื้องอกชนิดธรรมดา  (benign tumour) โดยปกติจะมีผลต่อร่างกายน้อยมาก นอกจาก
               ก. เกิดในอวัยวะที่มีเนื้อที่จำกัด เช่น ภายในสมอง ทำให้เกิดการกดดันต่อเนื้อสมองปกติโดยรอบอย่างมาก ทำให้เสียชีวิตได้
               ข. เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ก้อนเนื้องอกที่มีก้านอาจจะบิดตัว ทำให้เกิดความเจ็บปวด เกิดการเน่าตายของก้อนเนื้องอก มีเลือดออก หรือ มีการติดเชื้อได้
               ค. เนื้องอกที่มีการสร้างฮอร์โมน  เช่น เนื้องอกของต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต ตับอ่อน เป็นต้น  ทำให้ร่างกายมีการผิดปกติในระบบฮอร์โมนเป็นอย่างมาก
               ง. เนื้องอกชนิดธรรมดาอาจจะกลายเป็นมะเร็งได้
          ๒. เนื้องอกชนิดร้าย (malignant tumour) หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า "มะเร็ง" (cancer) นั่นเอง  แขนงวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งเรียกว่า "เนื้องอกวิทยา" (oncology)  ซึ่งมาจากภาษากรีก onkos แปลว่า  tumour หรือ mass และคำว่า cancer แปลว่าปู มะเร็งอาจจะเกิดในลักษณะที่เป็นก้อนมะเร็ง  หรืออาจจะเกิดในลักษณะที่เซลล์มะเร็งกระจายไปทั่วระบบอวัยวะนั้นๆ อาทิ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์มะเร็งจะกระจายไปทั่วระบบการไหลเวียนเลือด  เป็นต้น

                    ตารางแสดงความแตกต่างระหว่างเนื้องอกชนิดธรรมดากับมะเร็ง
 

เนื้องอกชนิดธรรมดา

มะเร็ง
           การเจริญเติบโต
           ลักษณะของการโต

           การทำลายเนื้อเยื่อปกติ
           การทำลายหลอดเลือด
           เปลือกหุ้ม (capsule)
           การแพร่กระจาย (metastasis)
           ผลที่เกิดต่อร่างกาย
           หลอดเลือดมาหล่อเลี้ยง
           เน่าหรือแตกเป็นแผล
           มีการกลับเป็นอีกภายหลังผ่าตัดเอาก้อนออก
        ช้า
         ดันออกรอบ ๆ ข้าง
       (expansion)
         น้อยมากหรือไม่มี
         ไม่มี
         มี
         ไม่มี
         น้อยมาก
         น้อย
         ไม่ค่อยมี
         ไม่ค่อยมี
       เร็ว
       แทรกซึม (invasion)

      มาก
      พบบ่อย
      ไม่มี
      มี
      มาก ตาย
      ปานกลางถึงมาก
      มีเสมอ
      มีเสมอ

          ฉะนั้น  มะเร็ง คือ เนื้องอกชนิดร้ายที่เกิดขึ้นมาใหม่จากเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย  มีการเจริญเติบโตอยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และมีโทษต่อร่างกายเซลล์มะเร็งจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเป็นก้อน หรือเป็นแผลมะเร็งขนาดใหญ่ ลักษณะการโตของก้อนมะเร็งจะเป็นแบบแทรกซ้อน หรือมีส่วนยื่นเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติโดยรอบเหมือนขาปู (ฉะนั้นสัญลักษณ์ของมะเร็งหรือเครื่องหมายขององค์การต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งจึงมักจะใช้รูปปูเป็นเครื่องหมาย)การแทรกซึมเช่นนี้ จึงมีการทำลายเนื้อเยื่อปกติใกล้เคียงเป็นอย่างมาก มีการทำลายหลอดเลือดทำให้มีเลือดออก หรือจากการที่ก้อนมะเร็งโตเร็วมาก จนขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จึงเกิดการเน่าตายของเซลล์มะเร็งทำให้มีกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก และลักษณะที่สำคัญของมะเร็งคือ เซลล์มะเร็งจากมะเร็งปฐมภูมิสามารถจะแพร่กระจายไปได้ทั่วร่างกาย  ไปเกิดขึ้นใหม่เป็นมะเร็งทุติยภูมิตรงส่วนอื่นของร่างกายที่อยู่ห่างไกลออก ไป
          มะเร็งแต่ละชนิดจะมีความรุนแรงแตกต่างกันและยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ เฉพาะระหว่างมะเร็งนั้นกับตัวผู้ป่วยโดยตรง ความรุนแรงจึงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่ละก้อนมะเร็งในคนเดียวกัน หรือแม้แต่มะเร็งก้อนเดียวกันก็ยังมีอัตราการเจริญเติบโตไม่เท่ากันมะเร็ง บางชนิดมีการแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก  แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเป็น เช่น มะเร็งปอด บางชนิดโตช้าและแพร่กระจายช้า ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี แม้ว่าจะเริ่มต้นรักษาช้า หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่  เช่น มะเร็งของต่อมไทรอยด์ชนิดปุ่ม (papillary) เป็นต้น
          มะเร็งแต่ละชนิดชอบแพร่กระจายไปเฉพาะอวัยวะบางอวัยวะเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม ชอบแพร่กระจายไปที่กระดูกหรือตับมากกว่าอวัยวะอื่น เป็นต้น
          ในทางพยาธิวิทยาจะแบ่งความรุนแรงของมะเร็งตามการจำแนกลักษณะของเซลล์มะเร็ง (differentiation)เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ออกเป็น ๔ ขั้น คือ ตั้งแต่ขั้นที่มีการจำแนกลักษณะของเซลล์ชัดเจน (well differentiation) ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงน้อย จนกระทั่งถึงขั้นที่ ๔ ที่ เซลล์ไม่มีการจำแนกลักษณะเลย (undifferentiation)ซึ่งมีความรุนแรงมาก
          สำหรับด้านการรักษา ได้แบ่งความรุนแรงของมะเร็งตามระยะของโรค โดยอาศัยการลุกลามของโรคออกไปเป็นระยะๆ อย่างคร่าวๆ ดังนี้ คือ
          ระยะที่ ๑ มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะในที่เริ่มเป็น
          ระยะที่ ๒ มะเร็งลุกลามถึงเนื้อเยื่อข้างเคียงหรือลุกลามทะลุผ่านอวัยวะที่เป็นโพรง
          ระยะที่ ๓ มะเร็งลุกลามถึงต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
          ระยะที่ ๔ มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ในการรักษามะเร็งเพื่อประสิทธิผลการรักษาที่ดีกว่า

การใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ในการรักษามะเร็งเพื่อประสิทธิผลการรักษาที่ดีกว่า
การสลายมะเร็งด้วยความเย็นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

     วิธีการรักษามะเร็งในปัจจุบันได้แก่การผ่าตัด เคมีบำบัดและฉายแสง แต่การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวไม่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและผู้ ป่วยมะเร็งที่เป็นซ้ำ เนื่องจากมะเร็งได้กระจายไปตามจุดต่างๆ ของร่างกาย หรือร่างกายอ่อนแอจนไม่อาจทนต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้อีก เป็นต้น แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับยอมเสียเงินเสียทองมาก มายเพื่อกลับไปรักษาด้วยวิธีการเดิมๆ และยังต้องทนรับผลข้างเคียงของเคมีบำบัดที่รุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก สาเหตุสำคัญมาจากผู้ป่วยไม่ทราบว่าปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่ดีกว่าเดิม แล้ว สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้มีเพียงแนวทางและมีทัศนคติใหม่ต่อการรักษามะเร็ง การเลือกแนวทางที่มีประสิทธิภาพเท่านั้นจึงจะได้ผลการรักษาที่ดีมี ประสิทธิผลกว่าเดิม
     วิธีการสลายเนื้องอกด้วยความเย็นเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ FDAของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำมาประยุกต์ใช้กับการรักษามะเร็งซึ่งเป็นวิธีการรักษาแบบรุกล้ำพื้นที่น้อย เป็นเทคโนโลยีที่ทางสหรัฐอเมริกาใช้หลักการระบายในอวกาศ คือ ใช้สารอาร์กอนฉีดผ่านเครื่องทำความเย็นไปยังหัวเข็มเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง 1.2-2.4 มิลลิเมตร หัวเข็มจะลดอุณหภูมิอยู่ที่ลบ150-170 องศาภายใน 30 วินาที สามารถทำให้บริเวณ 4 เซนติเมตรของรอบเข็มแข็งเหมือนลูกบอลภายในพริบตา ฆ่าเซลล์มะเร็งแบบตายคารังเฉพาะจุด แพทย์ที่ทำการรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางหรือศัลยแพทย์ที่มี ฝีมือการผ่าตัด การมองมะเร็งผ่าเครื่องสแกน การใช้เข็มแทงเข้าไปในเนื้องอกอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากแพทย์จะต้องใช้ระบบอัลตราซาวด์สีหรือใช้ CT ควบคู่ไปกับ MRIในการกำหนดเป้าหมายและนำทางเพื่อเป็นการรับประกันว่าเข็มนำทางทั้งหลาย ที่แทงเข้าไปนั้นตรงเป้าและครอบคลุมเนื้องอกทั้งหมดจึงจะเป็นการการันตีผล การรักษาได้
     การรักษาด้วยวิธีนี้มีข้อดีกว่าการรักษาด้วยวิธีการระเหยด้วยความร้อน RFAและคลื่นอัลตราโซนิก HIFUอยู่มาก อันดับแรก เนื่องจากหัวเข็มที่เป็นน้ำแข็งถูกจับได้ด้วยคลื่นอัลตราโซนิกและ CTทำให้สามารถควบคุมขอบเขตการรักษาได้แบบเรียลไทม์ ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้การสลายด้วยความเย็นสามารถควบคุมขอบเขตการรักษา ได้ดีกว่า RFA กับ HIFU ลดความเสี่ยงการผ่าตัดโดนอวัยวะปกติอื่นโดยไม่จำเป็นหรือทิ้งร่องรอยเนื้อ งอกที่เข้าไม่ถึงได้ มีความปลอดภัยสูงกว่า ข้อดีลำดับต่อมาคือเครื่องทำความเย็นประกอบด้วยเข็ม 8เล่มทำให้การรักษาในแต่ละครั้งสามารถสลายก้อนเนื้อขนาดใหญ่หรือหลายๆ ก้อนพร้อมกันได้ และที่สำคัญกระบวนการรักษาด้วยความเย็นไม่ทำร้ายหลอดเลือดจึงเหมาะที่จะใช้ รักษาอวัยวะที่อยู่ใกล้หลอดเลือดดำไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดดำพอร์ทัลตับ หลอดเลือดดำปอด หรือหลังเยื่อบุช่องท้อง และเนื้องอกที่ไม่เหมาะกับการรักษาด้วย RFAและเนื่องจากอุณหภูมิทำงานผ่านเข็มนำจึงไม่มีข้อจำกัดเรื่องความดันใน ร่างกายหรือข้อจำกัดเรื่องการเปิดแผลเหมือนดั่งการรักษาด้วย HIFU จึงเหมาะกับโรคมะเร็งหลายชนิด นอกจากนี้ ความเย็นช่วยทำให้ปลายประสาทชา ดังนั้นระหว่างการรักษาและการพักฟื้นจึงรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าการรักษาด้วย ความร้อน RF
     ด้วยข้อดีหลายประการของการสลายเนื้องอกด้วยเย็นนี้เอง ทำให้เทคโนโลยีนี้ได้รับการตอบรับและนำมาใช้แพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ สามารถรักษาก้อนเนื้อขนาด 1-4 เซนติเมตรที่เกิดมาเป็นก้อนเดียวให้ หายขาดได้ วิธีนี้ยังเหมาะสำหรับเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนมากให้ลดขนาดและ ปริมาณลงได้ เพิ่มประสิทธิภาพเคมีบำบัดได้ถึง 80% ช่วยลดขนาดก้อนเนื้อในข้างๆหลอด ลม กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อป้องกันหรือบรรเทาก้อนเนื้ออุดตันอวัยวะดังกล่าว ได้ สำหรับก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่มีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอยู่มากมายนั้น การรักษาด้วยความเย็นจะช่วยสลายก้อนเนื้อส่วนใหญ่และลดจำนวนเส้นเลือดที่ไป หล่อเลี้ยง เพิ่มโอกาสการผ่าตัดก้อนเนื้อทิ้งได้ เทคโนโลยีนี้ใช้เทคนิคทางกายภาพกำจัดก้อนเนื้อ ดังนั้นจึงเหมาะกับมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งไต มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนและยังเหมาะ กับผู้ทำเคมีบำบัดหลายครั้งหรือกับอวัยวะที่ไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม การรักษาชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดบาดแผลจึงทำให้แผลมีขนาดเล็กและฟื้นตัว เร็ว จึงเหมาะกับผู้ป่วยสูงอายุที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับและมะเร็งเต้านมอีกด้วย
     โรงพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็งฟูด้า ประเทศจีนเป็นผู้นำทางด้านการรักษาด้วยความเย็นลำดับต้นๆ ของโลก ขณะนี้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวแล้วกว่า 8000 ราย ซึ่งเป็นสถิตการรักษาเนื้องอกที่สูงที่สุดในโลก มะเร็งที่ทำการรักษาส่วนใหญ่ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน มะเร็งต่อมไทมัส มะเร็งรังไข่ และมะเร็งปากมดลูกรวม 20 กว่าชนิด ผลสัมฤทธิ์ในการรักษาสูงถึง 95% การก่อตั้งสมาคมการสลายเนื้องอกด้วยความเย็นแห่งทวีปเอเชียที่เมืองจีนเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2012ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ นพ.สวี เค่อเฉิง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ในสมัยที่หนึ่ง นพ.หนิว ลี่จื้อ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้รับเลือกให้เป็นรองประธาน และในการประชุมวิชาการว่าด้วยการรักษาด้วยความเย็นนานาชาติครั้งที่ 17 ณ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2013 ศาสตราจารย์ นพ.สวี เค่อเฉิง กรรมการบริหารโรงพยาบาลได้รับเลือกให้เป็นประธานสมาคมการสลายเนื้องอกด้วย ความเย็นครั้งที่ 18ด้วยมติเอกฉันท์ ส่วนนพ. หนิว ลี่จื้อผู้อำนวยการฝ่ายการรักษาได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการบริหารสมาคม การสลายเนื้องอกด้วยความเย็นครั้งที่ 18 นี้อีกด้วย หากสืบค้นด้วยระบบ PubMedlineของหอสมุดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา จำนวนงานวิจัยของโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็งฟูด้าถูกจัดอยู่ในห้าลำดับแรก ตำราการรักษาด้วยความเย็นเล่มแรกของโลก Modern Cryosurgery For Cancer เขียนขึ้นโดยศาสตราจารย์ นพ.สวี เค่อเฉิง นพ.หนิว ลี่จื้อและศาสตราจารย์ Korpan ชาวออสเตรีย ปัจจุบันโรงพยาบาลได้ถูกจัดให้เป็นโรงพยาบาลการรักษาเฉพาะทางด้วยความเย็น สากลที่มีชื่อเสียงเป็นที่เรียบร้อย
     ในหลายปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจำนวนไม่น้อยจากประเทศไทยได้เข้ารับการรักษาจากโรง พยาบาลแห่งนี้ในแต่ละปีจำนวนไม่น้อย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่พอใจกับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดนครปฐม ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เข้ารับการรักษาด้วยความเย็นทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลงสองในสาม รักษาจนหายและทำงานได้เป็นปกติ คุณอเนก ชาวกรุงเทพฯ ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หลังการรักษาพบว่าค่าเอนไซม์ PSA กลับคืนสู่สภาวะปกติ ปัจจุบันยืดอายุได้ไม่ต่ำกว่า 5ปีแล้ว คุณโสภี ผู้ป่วยมะเร็งตับและถุงน้ำดีระยะสุดท้าย สามารถยืดอายุได้ 4ปีกว่า และ ยังมี คุณวิเชียร ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย ไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่เมื่อมารักษาที่โรงพยาบาลฟูด้าปีกว่า ตอนนี้ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลยังเตรียมล่ามไทยจีนจำนวน 4คนเอาไว้บริการ และมีสำนักงานที่กรุงเทพด้วย หากผู้ป่วยท่านใดสนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้
ที่ตั้งศูนย์บริการแห่งประเทศไทยฟูด้า โครงการปรัชญาโฮมทาวน์ 3 ถนนสุคนธสวัสดิ์ (ลาดพร้าว71) แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
เว็บไซต์ www.fudacancerthailand.com
เบอร์โทรให้คำปรึกษา 02-542-3638 081-580-3998 094-221-1169

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

มีหลายเรื่องที่เชื่อกันผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงเบื้องหลังความเชื่อเหล่านี้มีอะไรบ้าง และเราจะป้องกัน (ทั้งตัวเองและคนที่เรารัก) ไม่ให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

มะเร็งปากมดลูกแต่ละระยะ
ก่อนที่จะเริ่มต้น เรามาดูความเป็นจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับมะเร็งกันก่อน
โรค มะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ อุบัติเหตุ และ โรคหัวใจ สำหรับมะเร็งในสตรีไทยนั้น มะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก
ฟังดูน่ากลัวใช่รึเปล่า?แต่อันที่จริงมะเร็งปากมดลูกป้องกันได้และสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาในช่วงระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก
ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามอย่างมากในการเพิ่มความตระหนักรับรู้ใน สังคมเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งปากมดลูกและวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งรวมถึงการแก้ไขความเชื่อผิด ๆ เรื่องมะเร็งปากมดลูกเพื่อช่วยให้ผู้หญิงและคนเป็นพ่อแม่ได้เข้าใจวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ถูกต้อง
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องมะเร็งปากมดลูกและความจริงที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อมีอะไรบ้าง

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 1 มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่คนไม่ค่อยเป็นกัน ดังนั้นฉันจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกง่าย ๆ หรอก
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงทั่วโลก โดยมีการตรวจพบใหม่ราว 500,000 รายแต่ละปี และมีผู้เสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกราว 270,000 รายทุกปี ย้ำอีกครั้งว่าสำหรับมะเร็งในสตรีไทยนั้น มะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก จากรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปีพ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ คุณควรทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งปากมดลูก
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 2 ฉันไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เพราะไม่มีใครในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคนี้
ยังคงมีผู้หญิงบางส่วนทั่วโลกที่ไม่ยอมไปตรวจมะเร็งปากมดลูก เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงเนื่องจากในครอบครัวไม่มีใครมีประวัติเป็น โรคนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงเกือบทั้งหมดที่พบว่าเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นก็ไม่ได้มีประวัติว่า มีใครในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้มาก่อน สาเหตุที่เป็นกันได้ก็เพราะการติดเชื้อไวรัสที่เรียกกันว่า Human Papilloma Virus หรือ HPV
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 3 การเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน
ปกติแล้วไวรัส HPV แพร่ได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนและติดต่อกันได้ทางบริเวณอวัยวะ เพศ และผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคนก็เสี่ยงติดเชื้อ HPV ได้มากว่าหนึ่งชนิดด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่มีคู่นอนเพียงแค่คนเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อ HPV ด้วยหากคู่นอนของตนคนนั้นมีคู่นอนอีกหลายคน

ปวดท้องน้อยอาจเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูก
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 4 ฉันสบายดี ฉันไม่ได้ติดเชื้อ HPV
การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุหรืออาการอะไร นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการตรวจมะเร็งปากมดลูกและการป้องกันจึงเป็นเรื่องที่ สำคัญ เมื่อมะเร็งมีพัฒนาการ ผู้ติดเชื้ออาจพบสัญญาณบอกเหตุและมีอาการต่าง ๆ เช่น
– เลือดออกในช่องคลอดหลังการมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่ไม่มีประจำเดือน หรือ หลังช่วงวัยทอง
– ตกขาวเป็นน้ำ ๆ หรือมีเลือด ซึ่งอาจมีปริมาณมากหรือมีกลิ่นแรง
– ปวดท้องน้อยหรือเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
เนื่องจากสัญญาณบอกเหตุการเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้นเงียบเชียบ คือแทบไม่มีสัญญาณเลย ดังนั้นผู้หญิงอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูกผ่านการตรวจแปปสเมียร์ (pap smear) เป็นประจำเพื่อตรวจว่าเซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 5 หากฉันตรวจแปปสเมียร์ครั้งหนึ่งแล้วแปลว่าฉันจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก ฉันไม่จำเป็นต้องไปตรวจซ้ำอีก
เรื่องนี้ต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิดกัน การตรวจแปปสเมียร์เพียงครั้งเดียวไม่อาจปกป้องคุณจากการเป็นมะเร็งปากมดลูก ได้ เพราะลักษณะเซลล์ปากมดลูกก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ผลการตรวจแปปสเมียร์ว่าคุณเป็นปกติหนึ่งครั้งไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ มีวันเป็นมะเร็งปากมดลูกไปตลอดกาล เป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณควรไปตรวจแปปสเมียร์เป็นประจำทุก ๆ 3 ปี หากคุณอายุระหว่าง 25 ถึง 69 ปี และยังมีเพศสัมพันธ์
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 6 การตรวจแปปสเมียร์มีประสิทธิภาพดีแล้ว ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV จึงไม่จำเป็น
นับเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องทราบว่าการตรวจแปปสเมียร์และการฉีดวัคซีน ป้องกัน HPV มีบทบาทต่างกันในการช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง
การตรวจแปปสเมียร์คือการตรวจเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในปากมดลูก ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV นั้นสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV บางชนิดได้ และช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
จะเป็นการดีที่สุดที่คุณควรปรึกษาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งตับ

  มะเร็งตับ คือ เนื้องอกที่เจริญเติบโตโดยไร้การควบคุม เนื้องอกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง และที่เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย

          มะเร็งตับที่เกิดขึ้นในตับเอง หรือที่เรียกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular Carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio Carcinoma)
          สำหรับมะเร็งทุติยภูมิ คือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งตับ
          ในประเทศไทยเรานั้น 95% เป็นมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma เรียกย่อว่า HCC) และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคกลาง
          เนื่องจากตับของคนเรามีขนาดใหญ่ คือเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกำลังสำรองมาก ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับในระยะแรกจึงมักไม่มีอาการอะไร เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปรกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะเร็งก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียง ไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว เมื่อมะเร็งได้ลุกลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว
ภาพจาก www.sirweb.org


มีวิธีรักษามะเร็งตับอย่างไรบ้าง

          มะเร็งตับดูเป็นโรคที่มีความน่ากลัวเพราะผู้ป่วยมักเสียชีวิตในเวลาอันรวด เร็ว ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเมื่อตรวจพบมะเร็งก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว อย่างไรก็ตามหากตรวจพบในระยะแรก ๆ ก็มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่น
          1. การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก โดยมีเงื่อนไขว่าก้อนมะเร็งนั้นมีขนาดไม่เกิน 2 ซ.ม. เป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
          2. Transcatheter Oily Chemo-embolization หรือ TOCE ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป วิธีรักษาแบบ TOCE นี้มักจะกระทำโดยรังสีแพทย์ โดยการสอดสายขนาดเล็กเข้าไปทางเส้นเลือดแดงตับ เพื่อเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยตรงเพื่อใส่ยาเคมีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง พร้อมทั้งอุดเส้นเลือดหลักที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยในเวลาเดียวกัน วิธีการรักษาแบบนี้ก็ได้ผลอยู่บ้างแต่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ โดยส่วนใหญ่มะเร็งจะกลับโตขึ้นมาได้อีก หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดหรือกระดูก ในทางการแพทย์การรักษาโดยวิธีนี้จึงเป็นการรักษาเพื่อยืดเวลา ในบางกรณีเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและไม่กระจายไปที่อื่นอาจจะผ่าตัดเอา ก้อนมะเร็งออกเลยก็ได้
          3. การใช้คลื่นเสียง (Radiofrequency Ablation) การฉีดแอลกอฮอล์โดยตรงที่ก้อนมะเร็ง วิธีการรักษาเหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาแบบปะทังทั้งสิ้น
          4. การเปลี่ยนตับ ปัจจุบันแพทย์ไทยก็สามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักมีข้อจำกัดมากมายและไม่ใช่เป็นทางเลือกในการ รักษา



มะเร็งตับมีสาเหตุมาจากอะไร

          ส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปรกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน) ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับจะสูงมาก ๆ ทีเดียว
          มะเร็งตับยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูงกว่าผู้ที่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
          สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่าอะฟลาท๊อกซินมีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนาน ๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้


จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็นมะเร็งตับ

          สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับมีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือ มะเร็งตับในระยะแรกซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้นมักไม่แสดงอาการที่ ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเคลือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30% ดังนั้นเมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลามหรือมีขนาดใหญ่และไม่ สามารถจะรักษาได้แล้ว
          อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวาและอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง



การตรวจหามะเร็งตับทำได้อย่างไร

          เนื่องจากมะเร็งตับเปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็นมะเร็งตับ คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วยควรจะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะจากสถิติ 80% ของผู้ที่เป็นมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี และ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งตับมีอาการตับแข็งร่วมด้วย
          การตรวจหามะเร็งตับในปัจจุบันจะมีการตรวจหาระดับของ สารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนอย่างเดียวนี้ไม่เพียงพอเพราะประมาณ 30% ของผู้ป่วยมะเร็งตับพบว่ามีค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนปกติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนเพียงอย่างเดียวมีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 30% การตรวจจึงควรจะร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ถ้าจะให้ละเอียดมากกว่านี้ก็คือการตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ซ.ม.ได้



การป้องกัน

          1. ไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อรา ระมัดระวังอาหารที่ตากแห้ง รวมทั้งอาหารที่เตรียมแล้ว เก็บค้างคืน เพราะอาจมีเชื้อราปะปนอยู่
          2. ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆหรืออาหารที่ใส่ยากันบูด
          3. ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ เช่น ปลาดิบ ก้อยปลา เพราะอาจจะทำให้เป็น โรคพยาธิใบไม้ตับหรืออาหารที่หมัก เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า แหนม ฯลฯ เพราะมีสาร ไนโตรซามีน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้
          4. ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ
          5. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์
ที่มา
http://www.arokaya.org/news/gen.php?id=11
http://www.nci.go.th/knowledge/tub.htm

9 เรื่องมะเร็งเต้านมที่อย่าไปเชื่อ

9 เรื่องมะเร็งเต้านมที่อย่าไปเชื่อ

ต่อไปนี้ถ้ามีใครมาเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังก็บอกไปเลยว่าเชยมาก เพราะเขายืนยัน นั่งยัน นอนยันกันมาตั้งนานแล้วว่าไม่จริ๊ง-ไม่จริง
1. เขาว่ากันว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคพันธุกรรมความ จริง : พันธุกรรมแค่เพิ่มความเสี่ยงเท่านั้น ถ้าคุณเคยมีแม่ ป้า ย่า ยายเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน คุณอาจจะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้คอนเฟิร์มว่าคุณต้องเป็นแน่ ๆ 100% นะ
2. เขาว่ากันว่ายิ่งคัพใหญ่ยิ่งเสี่ยงความจริง : คัพใหญ่คัพเล็กก็เสี่ยงมะเร็งเต้านมเท่า กัน สาวคัพใหญ่ไม่ได้หมายความว่ามีพื้นที่เกิดมะเร็งมากกว่าคนอื่นนะ มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นแถว ๆ ท่อน้ำนมและต่อมน้ำนมซึ่งสาว ๆ ทุกคนมีเท่ากัน
3. เขาว่ากันว่าถ้าคลำเจอก้อนล่ะก็มะเร็งแน่ ๆความ จริง : สาว ๆ ถ้าคลำเต้านมเจอก้อนอย่าเพิ่งจิตตก ก้อนที่คุณเจอนะ ส่วนใหญ่เป็นแค่ชีสต์ หรือก้อนเนื้อธรรมดาเท่านั้น จะให้รู้ว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่าก็ต้องรอผลตรวจจากแล็บก่อนนะ แล้วก็ต้องดูอาการอย่างอื่น เช่น มีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลออกมาจากหัวนมอะไรพวกนี้ร่วมด้วย
4. เขาว่ากันว่าแมมโมแกรมต้านมะเร็งได้ความ จริง : ถึงแม้ว่าคุณจะทำแมมโมแกรมเป็นประจำก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีโอกาสเป็น มะเร็งเต้านมนะ แต่แมมโมแกรมก็เป็นการตรวจที่คุณละเลยไม่ได้ ยิ่งตรวจพบเร็วก็ยิ่งมีโอกาสรักษาหายมากขึ้นจริงไหม
5. เขาว่ากันว่ากำแมมโมแกรมแล้วเป็นมะเร็งความจริง : เข้าใจผิดไปกันใหญ่ ถ้าทำแล้วเป็นมะเร็งหมอทั่วโลกเขาจะแนะนำให้คุณทำเหรอ รังสีที่ผ่านเข้าไปในตัวคุณนะน้อยนิดมาก ๆ
6. เขาว่ากันว่ากินยาคุมมาก ๆ เสี่ยงมะเร็งเต้านมความจริง : คิดไปเองชัด ๆ ไม่เคยมีคุณหมอ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญคนไหนออกมาพูดถึงเรื่องนี้เลย ไม่รู้ว่าไปเอาข่าวมาจากไหนกัน
7. เขาว่ากันว่าพวกโรลออนน่ะตัวก่อมะเร็งชัด ๆความ จริง : ไม่รู้เหมือนกันว่า "เขา" คือใคร ทำไมช่างรู้ดีถึงขั้นบอกว่าโรลออนทำให้รักแร้ไม่มีเหงื่อ ร่างกายเลยขับสารพิษไม่ได้ บรรดานักวิชาการต่าง ๆ ก็ได้แต่บอกว่าเขาช่างจินตนาการสูงจริง-จริ๊ง เรื่องนี้ไม่มีมูลนะ
8. เขาว่ากันว่าถ้าโนบราจะไม่เป็นมะเร็งความ จริง : ต่อให้คุณใส่บราผิดไซส์จนรัดติ้วแค่ไหนก็ไม่ได้ไปกดต่อมน้ำนมจนก่อให้เกิด มะเร็งหรอก เวลาใส่บราอาจจะอึดอัดอยู่บ้างแต่ข้อดีก็มีเยอะแยะ ถ้าโนบรานี่สิ ระวังหน้าอกหย่อนยานก่อนกาลอันควรนะ แล้วอย่าหาว่าไม่เตือน
9. เขาว่ากันว่าอย่ากินน้ำในขวดพลาสติกที่ทิ้งไว้ในรถร้อน ๆความ จริง : เขาปิ๊งขึ้นมาเองอีกแล้วว่าความร้อนจะทำให้พลาสติกละลาย และมีสารเคมีไหลปะปนลงไปในน้ำ ทำให้คุณเป็นมะเร็งเต้านม ความร้อนจากแสงแดดยังไม่ได้ถึงขั้นนั้นเลย สาว ๆ แล้วถ้าพลาสติกละลายมันก็คงไม่อยู่ในรูปทรงเดิมหรอกนะ
Expert Cornerนพ.โกมล ปรีชานองกิจ ศัลยแพทย์ประจำศูนย์รักษ์เต้านม โรงพยาบาลพญาไท 2เจ็บเต้านมบ่อย ๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมไหม?ถ้า คนไข้มาหาหมอด้วยอาการเจ็บเต้านมเนี่ย หมอจะค่อนข้างโล่งใจเลยนะ เพราะมะเร็งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บเป็นสัญญาณเตือน สาว ๆ ที่มีอาการเจ็บเต้านมบ่อย ๆ มักจะเป็นเพราะหิ้วของหนัก ๆ สะพายกระเป๋าหนัก ๆ จนกล้ามเนื้ออักเสบแล้วปวดร้าวมาถึงเต้านมมากกว่า
ถ้าตรวจเต้านมด้วยตัวเองแล้วไม่ต้องมาตรวจที่โรงพยาบาลแล้วใช่ไหม?กว่า เราจะคลำแล้วเจอก้อน ก้อนนั้นจะมีขนาดมากกว่าหนึ่งเซนติเมตรแล้วครับ ถือว่าเป็นก้อนที่ใหญ่แล้ว การมาตรวจที่โรงพยาบาลเป็นประจำเมื่ออายุขึ้นเลขสี่ หรือเลขสามถ้ามีญาติสายตรงนับขึ้นลงหนึ่งเจเนอเรชั่น (ไล่มาตั้งแต่แม่ ป้า น้า พี่ น้อง และลูก) เคยเป็น จะทำให้เราเจอตั้งแต่ก้อนยังเล็ก ๆ และการรักษาก็ง่ายกว่า
ที่เขาบอกว่าตรวจเลือดเช็กมะเร็งได้นี่จริงไหม?การ ตรวจเลือดยังมีความไม่แน่นอน หมอไม่แนะนำให้ตรวจนะครับ เพราะถ้าค่ามะเร็งสูงสุดก็จะกังวล เครียด ทั้งที่จริง ๆ อาจไม่เป็นก็ได้ แถมพอมาตรวจไม่เจอก้อนมะเร็งคุณก็ไม่เชื่ออีก และต่อให้ค่ามะเร็งต่ำขนาดไหน คุณก็นิ่งนอนใจไม่มาตรวจไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ทั้งเสียเวลา เสียเงิน แล้วก็เจ็บตัวเปล่า
ไปอัพอึ๋มมาแล้วจะตรวจมะเร็งได้ไหม?ถ้าเป็นห่วงว่าซิลิโคนจะ มีปัญหาหลังจากทำแมมโมแกรมที่ต้องใช้เครื่องบีบเต้านมนี่ไม่ต้องกลัวเลย เพราะไม่ได้บีบแรงมากขนาดนั้น แล้วจริง ๆ พวกซิลิโคนนี้เขาเคลมกันเลย ว่ารถสิบล้อทับยังไม่แตกเลย ส่วนการอ่านฟิล์มนี้ก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้ดีก่อนไปผ่าตัดเสริมทรวงอกก็ควรตรวจมะเร็งให้เรียบร้อยก่อน แล้วหลังผ่าตัดก็มาตรวจเป็นประจำทุกปีเหมือนปกติ

ที่มาข้อมูลและภาพ teenee.com

มะเร็งตับระยะสุดท้าย อยู่ได้นานแค่ไหน!

มะเร็งตับระยะสุดท้าย อยู่ได้นานแค่ไหน!
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
มะเร็งตับ (liver cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง และเป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน คนที่มีไวรัสตับอักเสบมาก่อน เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไวรัสตับอักเสบชนิดซี เป็นมาระยะหนึ่งจะเป็นตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งได้ คนที่ดื่มสุรา การกินอาหารที่มีอัลฟาท๊อกซินบ่อยๆ วิธีการที่จะติด อาจจะเกิดจากการคลอด การได้รับเลือด การร่วมเพศ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ในการจัดการกับสารอาหารที่ดูดซึมเข้าจากลำไส้ สร้างสารต่างๆ เช่น สารประกอบที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน การแข็งตัวของเลือด และทำลายสารพิษที่รับประทานเข้าไป
ประเภทของมะเร็งตับชนิดที่เกิดกับตับโดยตรง (มะเร็งปฐมภูมิ) ในประเทศไทยพบมากมี 2 ชนิดคือ
มะเร็งชนิดเซลล์ตับ เป็นมะเร็งที่พบได้ทั่วทุกภาค
มะเร็งชนิดเซลล์ท่อน้ำดี เป็นมะเร็งที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชนิดที่ลุกลามมาจากมะเร็งของอวัยวะอื่น (มะเร็งทุติยภูมิ) เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่กระจายไปยังตับ
โรคมะเร็งตับเกิดได้อย่างไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?
สาเหตุที่แน่อนของโรคมะเร็งตับ ยังไม่ทราบชัดเจน แต่พบปัจจัยเสี่ยง คือ
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับชนิด เอชซีซี ได้แก่
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
เป็นโรคตับแข็ง
กินเชื้อราชนิดอะฟลาทอกซิน (aflatoxin) ที่ปนเปื้อนในอาหารเป็นประจำ เช่น จาก ธัญพืชที่เปียกชื้น
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับชนิด ซีซีเอ ได้แก่
ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ จากกินปลาน้ำจืดดิบ หรือ ดิบๆสุกๆ (ปลาร้า ปลาเจ่า)
ท่อน้ำดีในตับอักเสบเรื้อรัง อาจจากพันธุกรรมผิดปกติ โดยมักพบร่วมกับโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง
โรคมะเร็งตับมีอาการอย่างไร?
อาการของโรคมะเร็งตับ ที่พบบ่อย ได้แก่ ไม่มีอาการเมื่อเริ่มเป็นโรค แต่เมื่อโรคลุกลาม อาการที่พบได้บ่อย คือ แน่นอึดอัดท้อง ปวดท้องด้านขวาตอนบน(ตำแหน่งของตับ) อาจคลำตับได้ (ปกติคลำไม่ได้) เบื่ออาหาร กินไม่ได้ (จากน้ำในท้องกด/เบียดทับกระเพาะอาหาร) ผอมลง มีน้ำในท้อง หายใจเหนื่อยหอบจากน้ำในท้องดัน/กด/เบียดทับปอด และมีตัวและตาเหลือง และคันตามตัวมาก(จากการระคายต่อผิวหนังของสารสีเหลือง/น้ำดี ในเลือดที่เป็นสา เหตุให้ตัว/ตาเหลือง) ซึ่งมักเกิดจากโรคมะเร็งตับชนิดซีซีเอ
โรคมะเร็งตับมีกี่ระยะ?
ปัจจุบันมีการแบ่งระยะโรค มะเร็งตับได้หลากหลายระบบขึ้นกับแต่ละโรงพยาบาล แต่ในภาพรวม แบ่งออกเป็น 4 ระยะ เช่นเดียวกับโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้แก่
ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก และมีเพียงก้อนเนื้อเดียว
ระยะที่ 2 : มีการลุกลามของก้อนเนื้อเข้าหลอดเลือดในตับ และ/หรือ มีก้อนเนื้อหลายก้อน แต่ยังเป็นก้อนเล็กๆ
ระยะ ที่ 3 : ก้อนเนื้อมะเร็งโตมาก และ/หรือ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียงตับ และ/หรือ เข้าหลอดเลือดดำใหญ่ในท้อง และ/หรือ ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ตับ
ระยะที่ 4 : โรคมะเร็งแพร่กระจายตามกระแสโลหิต(เลือด) มักเข้าสู่ตับกลีบอื่นๆ และปอด แต่อาจเข้าสู่อวัยวะอื่นๆได้ เช่น สมอง และ/หรือ กระดูก หรือ แพร่กระจายยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไปจากตับ เช่น ในช่องท้อง หรือ บริเวณไหปลาร้า
โรคมะเร็งตับรักษาหายไหม? เป็นโรครุนแรงไหม?
โรคมะเร็งตับเป็นโรครุนแรงมาก และมักพบโรคในระยะรุนแรงเนื่องจากเมื่อเริ่มเกิดโรค มักไม่มีอาการ จึงเป็นสาเหตุให้พบแพทย์ล่าช้า
ป้องกันโรคมะเร็งตับได้อย่างไร?
การป้องกันโรค มะเร็งตับ คือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ ดังกล่าวแล้ว และที่สำคัญ คือ รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ และ ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็ง
นอก จากนั้น คนในถิ่นระบาดของโรคพยาธิใบไม้ตับ ควรพบแพทย์/พยาบาลขอรับการตรวจอุจจาระเพื่อตรวจหาไข่ของพยาธิใบไม้ตับ โดยความถี่ในการตรวจขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์/พยาบาล เพื่อการรักษาโรคพยาธิใบไม้ตับก่อนเกิดอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีซึ่งอาจ เปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อท่อน้ำดีไปเป็นมะเร็งได้

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แพทย์ชี้′มะเร็ง′ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้

นพ.ภาสกรชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผย ว่า  โรคมะเร็งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2554 พบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิต  จากโรคมะเร็ง ปีละประมาณ 60,000 รายหรือเฉลี่ย 7 รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมะเร็งที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกในเพศชาย คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ส่วน  3  อันดับแรกในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี  ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่อง และเสียค่าใช้จ่ายสูง  จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรคมะเร็ง  รวมทั้งเพื่อให้ผลลัพธ์จากความก้าวหน้าทางวิชาการ  มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์การควบคุมโรคมะเร็งระดับชาติ  

ซึ่ง จะนำไปสู่การดำเนินงานของแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  คือ การลดอัตราการเกิด และการตายจากโรคมะเร็ง ทำให้ประชาชนชาวไทยห่างไกลจากโรคมะเร็ง ยกระดับการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง

ดัง นั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ   จึงร่วมกับโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค 7 แห่ง ของกรมการแพทย์ จัดประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติในหัวข้อ “National Strategies to Nationwide Cancer Care” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ในหลากหลายสาขา จำนวน 800 คน จากทั่วประเทศ  

มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาการต่าง ๆ ในการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคมะเร็ง  รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคมะเร็งให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น    
      
 นาย แพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ  ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มากกว่าปกติ ให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยัง อวัยวะอื่นๆ

 ส่ง ผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติโดยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรค มะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค  รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด สอง ปัจจัยจากพฤติกรรม  เช่น การสูบบุหรี่  ดื่มสุราเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียมเป็นประจำและสุดท้ายปัจจัยทางพันธุ กรรม เช่น ความผิดปกติของยีน  และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน

ใน ปัจจุบันแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ และทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตรารอดชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ  เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนองต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายขาด มากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย  ดังนั้น  การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญ

สำหรับ การป้องกันโรคมะเร็ง มีหลักการง่าย ๆ คือ  ออกกำลังกายประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร  กินอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง  อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม  อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบ ๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา  ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย  ไม่อยู่กลางแดดนานๆ  และที่สำคัญคือตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

สิงห์อมควันควรรู้ งานวิจัยชี้ "บุหรี่ไฟฟ้า" มีสารก่อมะเร็งมากกว่าบุหรี่ปกติสิบเท่า!

รายงานงานวิจัยจากญี่ปุ่น เผยบุหรี่ไฟฟ้ามีสารก่อมะเร็งมากกว่าบุหรี่ปกติถึงสิบเท่า

http://www.matichon.co.th/online/2014/11/14171791491417179162l.jpg

อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนี้กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่มันทำงานโดยให้ความร้อนกับของเหลวแต่งรส (ซึ่งส่วนใหญ่มีส่วนผสมของนิโคติน) ให้ระเหยเพื่อสูบ คล้ายกับบุหรี่ปกติเพียงแต่ไม่มีควัน

เจแปนทูเดย์รายงานว่า--จากการวิจัยของนักวิจัยของกระทรวงสาธารณะสุขญี่ปุ่นพบสารก่อมะเร็งเช่นฟอร์มัลดีไฮด์ อะเซตาดีไฮด์ เป็นปริมาณมาก ในสารระเหยจากของเหลวหลายตัวอย่างที่ใช้สำหรับบุหรี่ไฟฟ้า

"ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่งพบสารก่อมะเร็งมากกว่าบุหรี่ปกติถึงสิบเท่า"นาโอกิ คุนุกิตะนักวิจัยกล่าว โดย สารตัวอย่างจากยี่ห้ออื่นๆก็พบสารอันตรายจำพวกนี้เช่นกัน แต่ไม่ได้มีปริมาณมากในระดับเดียวกัน และเขาพยายามจะชี้ว่าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่ได้ปลอดภัยเหมือนกับที่หลายคนกล่าวอ้าง และเตือนว่าผู้ผลิตหลายรายพยายามส่งเสริมผลิตภัณฑ์นี้โดยการโฆษณาเกินจริงเพื่อจูงใจนักสูบรุ่นใหม่

"รัฐบาล กำลังศึกษาถึงความเสี่ยงที่เป็นไปได้อันอาจจะเกิดจากผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เพื่อ พิจารณาว่าจะให้มีการออกกฎหมายในการควบคุมผลิตภัณฑ์ชนิดนี้หรือไม่"

ใน เดือนสิงหาคมองค์การอนามัยโลกได้เรียกร้องให้รัฐบาลห้ามการจำหน่ายบุหรี่ ไฟฟ้าแก่ผู้เยาว์โดยเตือนว่าตัวผลิตภัณฑ์มีความเสี่ยงอยากร้ายแรงต่อทารกใน ครรภ์และเด็ก รวมถึงควรห้ามการสูบในพื้นที่ปิด

หน่วยงานด้านสาธารณะสุขของสหรัฐฯกล่าวว่าจำนวนวัยรุ่นที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจำนวนขึ้นถึงสามเท่าในปี2013 เมื่อเทียบกับสถิติในปี 2011 


บทความจาก : matichon.co.th 

จับกระแสมะเร็งปอด รู้หรือไม่? คนเอเชียป่วยอันดับ 1 ของโลก

จับกระแสมะเร็งปอด รู้หรือไม่? คนเอเชียป่วยอันดับ 1 ของโลก

คอลัมน์ รู้ทันโรค

http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174309601417431057l.jpg

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมงาน Hospital Healthcare ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมโรคมะเร็งปอดแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (APLCC) IASLC ประจำปี 2557 ที่จัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งร่วมกันหารือถึงวิธีการรักษา การเข้าถึงยา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งงานนี้ นอกจากจะมีแพทย์ในแถบเอเชียแปซิฟิกมาร่วมประชุมแล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มาจากยุโรปและอเมริกาอีกด้วย 

สำหรับงานประชุมในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์โดยรวมของโรคมะเร็งปอดในเอเชีย-แปซิฟิก

รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันในแถบเอเชียมีผู้ป่วยมะเร็งปอดมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีคนไข้รายใหม่เกิดขึ้นเกือบ 1 ล้านคนต่อปี และพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 900,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ส่วนในประเทศไทยนั้น พบว่า ในแต่ละปีจะมีคนไข้รายใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 19,000 คน แบ่งเป็น ผู้ป่วยชาย 12,000 คน และผู้หญิงหญิงอีก 6,000 คน และจากสถิติคนไข้ที่มาพบแพทย์ไม่นับว่าจะระยะใดก็ตาม จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 13,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะมาพบแพทย์ในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว ทำให้เกิดการรักษาที่ล่าช้า จนส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตในที่สุด 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดของคนในเอเชียยังพบว่ามาจากการสูบบุหรี่เป็นหลักแต่ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ก็อย่านิ่งนอนใจไป เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบว่า คนไข้เกือบครึ่งหนึ่งไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเพศหญิงเกือบ 90% ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด พบว่า ไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกัน 

ทั้งนี้ ความน่ากลัวของโรคมะเร็งปอดที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือ การไม่แสดงอาการเตือนของโรคในช่วงระยะที่ 1-2 ทำให้เกิดการชะล่าใจไม่ยอมไปตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รู้ตัวอีกทีก็มีอาการที่ค่อนข้างหนักและรุนแรงขึ้นแล้ว ซึ่งหากเทียบอัตราการหายเป็นปกติกับมะเร็งชนิดอื่นๆ พบว่า มะเร็งปอดมีโอกาสหายเป็นปกติน้อยมาก แต่ในทางกลับกันโรคมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยกลับมีอัตราการหายสูงถึง 70%

เนื่องจากเป็นอวัยวะภายนอก สามารถตรวจพบในระยะเริ่มต้นได้ไว ทำให้มีการรักษาได้อย่างทันถ่วงที ซึ่งผิดกลับมะเร็งปอดที่เป็นอวัยวะภายใน ทำให้ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นแทบจะไม่แสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน มีเพียงอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด เหนื่อยหอบ หายใจไม่ออก ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังคงประมาทคิดว่าเป็นเพียงแค่วัณโรคธรรมดา แต่ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนอาการลุกลามเกินกว่าจะรักษาให้หายได้ 

ในส่วนวิธีการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งปอดนั้น รศ.นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า หลักๆ มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยา สำหรับการผ่าตัดและการฉายรังสีเป็นการรักษาเฉพาะที่ คือ รักษาตรงไหนจะได้ผลตรงนั้น จึงเหมาะกับคนไข้ที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย แต่หากคนไข้ที่ผ่าตัดไม่ได้ จะทำการรักษาด้วยการฉายรังสี


แต่ถ้ามีลักษณะบางอย่างที่มีความเสี่ยงของโรคจะกลับมาเป็นอีกครั้ง อาจจะให้ยาเคมีบำบัดช่วยด้วย ส่วนคนไข้ที่อยู่ในช่วงระยะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว จะรักษาด้วยการใช้ยาเป็นหลัก โดยมี 2 กลุ่มหลัก คือ ยาเคมีบำบัด และยาอีกชนิดหนึ่ง คือ ยามุ่งเป้า ซึ่งจะออกฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะยีสต์และโปรตีนบางตัวของมะเร็งปอดเท่านั้น ซึ่งการใช้ยาชนิดนี้ควรได้รับอนุญาตการใช้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกับโรคมะเร็งปอดนั้น คุณหมอ มองว่า ควรจะต้องมีการรณรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่อย่างจริงจัง พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในเรื่องของมะเร็งปอดให้เกิดขึ้นในสังคมอยู่เสมอ เพื่อในอนาคตอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดจะลดน้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกันของการประชุมโรคมะเร็งปอดแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (APLCC) IASLC เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (Boehringer Ingelheim) หนึ่งในบริษัทผลิตเวชภัณฑ์ระดับโลก ยังได้จัดงานแถลงข่าวยาชนิดใหม่ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (non-small cell lung cancer; NSCLC) ของชาวเอเชีย ที่กลายพันธุ์มาจาก (Epidermal Growth Factor Receptor; EGFR) ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุดอีกด้วย โดยงานนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยามะเร็งที่มีชื่อเสียงในระดับสากลมาร่วมอภิปายเกี่ยวกับยาชนิดใหม่ในแง่มุมที่น่าสนใจ 

ศาสตราจารย์ Yi-Long Wu ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งปอดกวางโจว ประเทศจีน กล่าวว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ของคลินิกระยะที่ 3 LUX-Lung 3 พบว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก NSCLC ของชาวเอเชีย ที่มีการกลายพันธุ์ของ EGFR มีชีวิตยืนยาวขึ้นหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาชนิดใหม่นี้ในขั้นแรก ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ LUX-Lung 3 ที่ได้รายงานว่า

ผู้ป่วยที่ได้รับตัวยาชนิดใหม่จะมีชีวิตอยู่ได้นานเกินหนึ่งปี โดยปราศจากการเติบโตของเนื้องอก นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีการทุเลาของอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งปอด เช่น ไอ หายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย ฉะนั้น ยาชนิดนี้ จึงถือเป็นผลดีในด้านความก้าวหน้าที่สำคัญในการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด NSCLC และถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอดในทวีปเอเชียที่จะได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยยาชนิดนี้ 

ทางด้าน ศาสตราจารย์ James Chih-Hsin Yang ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมะเร็ง วิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กรุงไทเป และหัวหน้าโครงการศึกษา LUX-Lung 3 ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า ก่อนหน้านี้ จากการศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดในระยะที่ลุกลาม พบว่า แทบไม่พบผลดีในด้านการรอดชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยเลย แต่ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย LUX-Lung 3 และการศึกษา LUX-Lung 6 ล้วนแสดงให้เห็นตรงกันว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาตัวใหม่นี้ได้รับผลดีในด้านการรอดชีวิตโดยรวมยาวนานกว่า12 เดือน จึงเรียกได้ว่าเป็นทางเลือกการบำบัดรักษาแบบใหม่ของโรคมะเร็งปอด

สำหรับยาชนิดใหม่นี้ ได้รับการอนุมัติข้อบ่งใช้แล้วในหลายภูมิภาค อาทิ สหภาพยุโรป แคนาดา และหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ และมาเลเซีย และในสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุด ยาตัวใหม่นี้ได้รับรองในประเทศไทยแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติของหน่วยงานกำกับดูแลเช่นกัน 

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่อาจจะไม่ต้องพึ่งยาแบบเดิมอีกต่อไป เพราะในเมื่อการศึกษาของมนุษย์เกี่ยวกับโรคมะเร็งได้พบวิวัฒนาการการรักษาใหม่อยู่เรื่อยๆ จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย เพื่อยืดชีวิตมนุษย์ให้นานที่สุดตราบที่จะนานได้


บทความจาก : matichon.co.th 

จับสัญญาณเตือน 5 ′มะเร็ง′

จับสัญญาณเตือน 5 ′มะเร็ง′
คอลัมน์ สรรหามาขยาย



ข่าวคนดังเป็น "มะเร็ง" มีให้เราเห็นอยู่เป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดอย่าง แองเจลินา โจลี ที่ต้องเฉือนเต้านมทั้งสองข้างอย่างกะทันหัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ส่วนในวงการแฟชั่นไทย ไม่นานมานี้ เมคอัพอาร์ทิสต์มือทอง ′เป็ด′ อภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์ ก็เพิ่งเสียชีวิตจาก "มะเร็งลำไส้"

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ รักษาจนหาย แต่จากการโหมงานอย่างหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้อาการทรุดและเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หลายคนแทบไม่อยากเชื่อ แต่คนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มวิตกกังวล สรรหามาขยายฉบับนี้จึงขอนำอาการเตือน 5 มะเร็งที่คนเป็นกันบ่อย มาบอกต่อ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้อ่านได้ไหวตัวทันก่อนที่เนื้อร้ายจะเข้ามาแฝงในร่างกายโดยที่คุณเองไม่รู้ตัว

http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174315671417431577l.jpg
มะเร็งตับ
"ตับ" เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม ทำหน้าที่สร้างสารอาหารและจัดการของเสียในร่างกาย ซึ่งโรคที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับตับคือ "โรคมะเร็งตับ" โรคเงียบที่คนไทยมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใครที่ชอบบ่นว่าอ่อนเพลีย หมดแรง เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง ท้องบวมขึ้น หายใจลำบาก น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

นั่นก็เป็นเพราะสมรรถภาพการทำงานของตับด้อยลง เนื่องด้วยพฤติกรรมการกินของคนไทยเปลี่ยนไป คนนิยมบริโภคอาหารตะวันตก จำพวก แป้ง น้ำตาล ไขมัน มากขึ้น จึงกระตุ้นให้เกิดไขมันพอกตับ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและพัฒนาการเป็นตับแข็ง ขณะที่ผู้ป่วยบางกลุ่มที่ได้รับสารอะฟลาท็อกซินที่สร้างขึ้นจากเชื้อราในอาหารจำพวก ถั่วลิสงบด พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม องุ่นแห้ง ปลาตากแห้ง เหล่านี้เป็นจำนวนมาก ก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี อันนำไปสู่โรคมะเร็งตับในอนาคตได้เช่นกัน


http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174315671417431583l.jpg
มะเร็งปอด
มะเร็งปอดเป็นโรคที่มักไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก จึงทำให้ร้อยละ90 ของผู้ที่เข้ารับการตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดและเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี แต่ถึงแม้ว่าระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการใดๆ ที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยก็ตาม เราสามารถรู้ทันโรคนี้ด้วยการสังเกตจากอาการ เช่น หากรู้สึกว่ามีแรงน้อยลงขณะเดินขึ้นที่สูง นั่งหอบ เจ็บแปลบๆ ตรงซี่โครง เสียงแหบ มีอาการระคายเคือง ไอเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการเหล่านั้น ไม่ควรปล่อยปะละเลยและคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการเล็กๆ น้อยๆ ทานยาปะเดี๋ยวก็หาย เพราะถ้าคิดเช่นนั้น วันข้างหน้าเราอาจมีก้อนมะเร็งที่กำลังขยายตัวขึ้นในปอดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการสูบบุหรี่

http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174315671417431622l.jpg

มะเร็งเต้านม
เป็นมะเร็งที่ผู้หญิงเป็นมากอันดับ 1 ข้อเสียของโรคมะเร็งเต้านมจะไม่มีสัญญาณใดๆ เตือนให้ทราบล่วงหน้าเลย และเมื่อไรที่มีการตรวจพบว่ามีก้อนไตแข็งๆ ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของเต้านม กดแล้วรู้สึกเจ็บ หรือมีอาการอื่นๆ เช่น มีเลือดออกที่หัวนม เต้านมบวมเป็นเปลือกส้ม นั่นก็หมายความว่าโรคร้ายได้มาเยือนแล้ว ดังนั้นสิ่งที่รับมือได้ดีที่สุดในการรู้เท่าทันโรคนี้ คือ การตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบว่าเรามีโรคร้ายแฝงอยู่หรือไม่ ทั้งนี้หากตรวจพบไวก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษามากยิ่งขึ้น


http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174315671417431875l.jpg
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็ง ปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งทั้งหมดในสตรีไทย และพบมากในช่วงอายุ 35 - 60 ปี โดยสาเหตุหลักนั้นเกิดจากไวรัส Human Papilloma Virus หรือHPV แพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางผิวหนังระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ จึงทำให้เกิดอาการตกขาวออกมาผิดปกติ มีเลือดปนและมักมีกลิ่นเหม็น มีประจำเดือนไม่ปกติ กะปริบกะปรอย หรือบางครั้งออกมาก มีเลือดออกขณะหรือหลังร่วมเพศ มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหล่านี้หากตรวจพบในระยะแรกเริ่มที่เซลล์มะเร็งยังอยู่ภายในชั้นเยื่อบุผิว ปากมดลูกและยังไม่ลุกลามเข้าไปในเนื้อปากมดลูกจะสามารถป้องกันการกลายเป็น มะเร็งปากมดลูกได้


http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174315671417431880l.jpg

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติ ทานอาหารได้ปกติ แต่ที่มีอาการแสดงว่ามะเร็งลุกลามไปแล้ว ซึ่งการลุกลามของมะเร็ง หากเป็นระยะแรกจะอยู่เฉพาะผิวของลำไส้ ระยะสองพ้นผนังลำไส้ ระยะสามแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง และระยะสี่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ โดยมากจะไปยังตับและปอด ซึ่งแต่ละระยะถือว่าใช้เวลานานหลายปี

ดังนั้น การจะทราบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้นก่อนที่โรคจะลุกลามกลายเป็นมะเร็ง ทั้งนี้หากใครเคยมีพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระก้อนเล็กลง อุจจาระมีมูกเลือดปะปน หรือมีอาการถ่ายอุจจาระไม่สุด ให้รู้ไว้ว่าเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนจากมะเร็งลำไส้ใหญ่


รู้ อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไป กับดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและหากพบเจอสิ่งที่ผิดปกติในร่างกายอย่านิ่งนอนใจ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยแพทย์ เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตอยู่คู่กับคนที่เรารักไปอีกนาน 


บทความจาก : matichon.co.th 

′มะเร็ง′ในมุมแพทย์แผนจีน

มะเร็งในมุมแพทย์แผนจีน
คอลัมน์ เรียนรู้แพทย์แผนจีน กับ ม.หัวเฉียว

อาจารย์โสรัจ นิโรธสมาบัติ
แพทย์แผนจีน คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14174863031417486474l.jpg
แพทย์แผนจีนรู้จักโรคมะเร็งมานานกว่าพันปีแล้วปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็ง แพทย์แผนจีนมองว่ามักเกี่ยวข้องกับพิษจากอากาศ อารมณ์ที่ไม่ดี อาหารประเภทรสจัด ปิ้งย่าง หมักดอง การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัวที่เรื้อรังมานาน เจ็บป่วยมานาน อายุมาก สุขภาพอ่อนแอ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เกิดชี่ติดขัด เลือดคั่ง เสมหะอุดกั้น ความชื้นสะสม หรือเกิดพิษร้อนขึ้นภายใน เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ทำให้เกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้นมา

การป่วยเป็นโรคมะเร็ง ย่อมมีพื้นฐานร่างกายที่พร่อง กล่าวคือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระยะแรกจะมีชี่ติดขัด เลือดคั่ง เสมหะอุดกั้น ความชื้นสะสม พิษร้อน เป็นต้นร่วมด้วย ระยะกลางกับระยะหลัง เนื่องจากก้อนมะเร็งทำร้ายชี่ เลือดและสารน้ำในร่างกาย ทำให้มักพบชี่และเลือดพร่อง อินและหยางพร่อง พยาธิสภาพแกร่งมากขึ้น แต่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ ทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น

มะเร็งแต่ละชนิดมีกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกัน เช่น มะเร็งสมองมักมีตับและไตพร่อง ชี่และเลือดพร่อง ส่วนมากมีเสมหะ เลือดคั่ง และพิษลม มะเร็งปอดมักอินพร่อง ชี่และอินพร่อง มีชี่ติดขัด เลือดคั่ง และเสมหะเป็นส่วนใหญ่ มะเร็งลำไส้มักพบม้ามและไตพร่อง อินไตและตับพร่อง มีความชื้นร้อน พิษและเลือดคั่งสะสม

เนื่องจากตับมีหน้าที่กระจายชี่ ปรับการไหลเวียนของชี่ให้สะดวก ม้ามเป็นแหล่งสร้างชี่และเลือด ไตเกี่ยวข้องกับไขกระดูก เก็บกักอินและหยางดั่งเดิมของร่างกาย ดังนั้นการเกิดและการพัฒนาของโรคมะเร็ง จึงเกี่ยวข้องกับตับ ม้ามและไตอย่างยิ่ง

การรักษามะเร็งด้วยศาสตร์แพทย์จีน ระยะแรกของโรคจะเน้นการกำจัดมะเร็ง ขจัดพยาธิสภาพในร่างกาย ระยะกลางของโรคจะบำรุงและขจัดพยาธิสภาพไปพร้อมๆ กัน ระยะท้ายจะเน้นบำรุงเป็นหลัก เสริมภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง การบำรุงจะบำรุงตามความเหมาะสม โดยมีการบำรุงชี่ เลือด อิน และหยาง การขจัดพยาธิสภาพมีวิธีปรับการไหลเวียนของชี่ ขับความชื้น สลายเสมหะและก้อน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สลายเลือดคั่ง ขับพิษร้อน พร้อมใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งร่วมด้วย
ในประเทศจีน มีการใช้แพทย์แผนจีนร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันรักษาโรคมะเร็งทุกช่วงระยะของการรักษา สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดพิษจากการทำเคมีบำบัด รังสีบำบัด ช่วยทุเลาอาการเจ็บป่วย และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
 


บทความจาก : matichon.co.th 

กินอาหารต้าน "มะเร็ง"

กินอาหารต้าน "มะเร็ง"

คอลัมน์ กินกันโรค
เรื่อง : เจษฎา พาชิม

http://www.matichon.co.th/online/2014/12/14179190691417919204l.jpg

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ขอเลือกลาภที่ประเสริฐที่สุดคือเป็นโรคได้แต่ไม่ร้ายแรง

อย่าง "มะเร็ง" ใครได้ฟังก็หดหู่ ห่อเหี่ยว และถ้าเป็นแล้ว นอกจากร่างกายที่ต้องฟื้นฟูจิตใจยังต้องเข้มแข็งอีกหลายเท่า ที่สำคัญ เมื่อป่วยแล้วไม่ได้ป่วยเพียงคนเดียว แต่ญาติพี่น้องที่รักเราก็พลอยป่วยไปด้วย มากบ้างน้อยบ้างตามแต่จะจัดการหรือปล่อยวางกันได้ นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการจัดการอารมณ์ได้ไม่เครียด อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว แนวทางการป้องกันที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งของโรคมะเร็งยังอยู่ที่ "การกิน" อีกด้วย

ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยรู้ดีครับว่ากินอย่างไรได้อย่างนั้น แต่หลายคนก็ยังไม่รู้หรือยังเผลอ "ตามใจปาก" กันอยู่ การกินที่ผมนำมาบอกต่อในวันนี้ อย่างแรกที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญก็คือน้ำสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื่มน้ำปะปาปนเปื้อนนั้นอันตรายอย่าบอกใคร เพราะมันอาจปนเปื้อนสารเคมีที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งได้

กินอย่างต่อมาน่าจะอยู่ในขอบข่ายที่กว้างสักหน่อยโดยเฉพาะอาหารที่แปรรูปจน จำหน้าตาไม่ได้ว่ามันผลิตจากอะไรมาบ้างอาหารจำพวกนี้ถือเป็นตัวแม่ในการก่อ มะเร็งเพราะมันถูกแปรสภาพมาที่อาจมีทั้งสารกันบูด สารแต่งรส แต่งกลิ่น ฯลฯ อาหารปิ้ง ย่าง ทอด ผัด รวมทั้งเจือปนสารเคมี และอาหารที่ขึ้นรา (ตาอาจมองไม่เห็น) ก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่เมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายถูกโจมตีด้วยอนุมูลอิสระอย่างยากที่จะหลีก เลี่ยง

ผมเล่าแบบนี้ คงมีคนเริ่มวิตก แล้วจะกินอะไรดีล่ะ? ที่บอกไปข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่เราควรเลี่ยงเพราะมันมีโอกาสสูงมากๆ ที่จะเป็นตัวการก่อมะเร็ง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่มีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งด้วยแล้วก็ยิ่งเสี่ยงเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะต้องพยายามลดอาหารปิ้ง ย่าง ทอด ไขมันสูง อาหารจังก์ฟู้ด และลดเนื้อแดง เพราะการกินเนื้อแดงมากๆ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ทำให้สุกจนเกรียม เพราะมีสาร polycyclic aromatic hydrocarbons ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งสูง

โดยเฉพาะเมื่อป่วยแล้วจำเป็นต้องลดโปรตีนจากสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่นนมเพราะจะทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ให้หันมาทานถั่ว ซึ่งให้โปรตีนที่มีประโยชน์ทัดเทียมกับเนื้อสัตว์เช่นกัน พูดแบบนี้ อาจมีคุณหมอซึ่งเป็นแพทย์สมัยใหม่จำนวนไม่น้อยออกมาแย้งแน่ๆ เพราะจากประสบการณ์ตรง ได้ยินได้ฟังว่าทานได้ทุกอย่าง ทานให้ครบทุกหมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่โดยส่วนตัวผมว่าลดปริมาณเนื้อสัตว์ลงตามความเชื่อของแพทย์ทางเลือกก็น่าจะไม่ผิดกติกานะครับ

อาหารหมักดองหลายชนิดก็อาจมีสารก่อมะเร็งในกลุ่มที่เรียกว่า สารประกอบไนโตรโซ ซึ่งมีสมาชิกของสารประกอบดังกล่าวบางตัวก่อมะเร็งได้ในกระเพาะอาหาร หรือการทานอาหารที่มีความเค็มจัดและเผ็ดจัด เข้าใจว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

เอาเป็นว่า ผมยังคงอยากแนะนำให้ผู้อ่าน หันไปใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ตั้งแต่วัตถุดิบ ถ้าเป็นผักผลไม้ก็ต้องไม่ปนเปื้อน เนื้อสัตว์ไม่มีสารเร่ง หันมากินผักผลไม้ในแบบฉบับของคนไทยสมัยก่อนกันให้มากเพราะนอกจากจะทำให้ขับถ่ายสะดวกแล้ว ผักผลไม้เกือบทุกชนิดจะมีสารแอนติออกซิแดนซ์ ช่วยต้านโรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

โดยเฉพาะผลไม้มีวิตามิน ซี วิตามิน อี และเบต้าแคโรทีนสูง เช่น สตรอเบอร์รี่ ส้ม องุ่นแดง แอปเปิ้ลของไทยก็จะมีผลไม้ 10 อันดับ ที่ผ่านการวิจัยว่า มีเบต้าแคโรทีนสูง ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะเขือเทศราชินี มะละกอสุก กล้วยไข่ มะม่วงยายกล่ำ มะปรางหวาน แคนตาลูปเนื้อเหลือง มะยงชิด มะม่วงเขียวเสวยสุก และสับปะรดภูเก็ต

ผักที่สำคัญๆ ได้แก่ บล็อคโคลี่ เพราะมีสารซัลฟอราเฟน สรรพคุณยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในบล็อคโคลี่อ่อนมีสารซัลฟอราเฟนมากถึง 20-50 เท่าของบล็อคโคลี่ที่โตเต็มที่ รวมทั้งผักตระกูลกะหล่ำอื่นๆ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด


ส่วนใครที่ไม่อยากจำก็พยายามทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ทานให้หลากหลาย แบ่งทานผักหลากสีสัน หรือผัก 5 สี โดยเฉพาะสีเขียว เหลือง และแดง หันมาทานอาหารและผักพื้นบ้านซึ่งเป็นสมุนไพรในแบบฉบับอาหารเป็นยา รวมทั้งธัญพืชนานาชนิด ทำได้แค่นี้ผมว่าต้านมะเร็งได้มากแล้วล่ะครับ... จะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง!! 


บทความจาก : matichon.co.th