วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

เลี่ยงเอสโตรเจน เลี่ยงมะเร็ง

สาเหตุส่วนหนึ่งของมะเร็งเต้านม เกิดจากการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนแปลกปลอมเข้ามาในร่างกายและฮอร์โมนนี้มักใช้ เป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์ต่างๆ


เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งของมะเร็งเต้านม เกิดจากการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย และฮอร์โมนนี้มักใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราสามารถเลี่ยงได้ ดังนี้
• สารกันบูดที่มีส่วนผสมของ BHA
• สารกันหืนในอาหาร
• อาหารกระป๋อง ที่มีส่วนผสมของ BPA และ BPA-S
• ยากิน เช่น เอสโตรเจนชนิดเม็ด ยาเม็ดคุมกำเนิด
• ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก ที่มีส่วนผสมของ บิสเฟอนอล เอ (bisphenol A) หรือ ฟทาเลท (phthalates)
• ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาซักผ้าที่มีสารทำให้เกิดฟอง รวมทั้งที่มีโนนิลเฟอนอล (nonylphenol) หรือ อ็อกทิลเฟอนอล (octylphenol) เป็นส่วนผสม
• โลหะหนัก เช่น ทองแดง แคดเมี่ยม
• ยาฆ่าแมลง เช่น ดีดีที กลุ่มของเฮอร์บิไซดส์ (herbicides) ได้แก่ อะลักเลอร์ (alachlor) อะทราซีน (atrazine) และไนโตรเฟน (nitrofen) กลุ่มของฟังกิไซดส์ (fungicides) ได้แก่ ไบโนมิล (benomyl) แมนโคเซ็ป (mancozeb) และไตรบูทิลทิน (tributyl tin)
• ยาฆ่าวัชพืช
เลี่ยงได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองค่ะ

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็ง? ไม่น่ากลัว พบเนิ่นๆ รักษาหาย

ปัจจุบันคนเรามักมีทัศนคติที่ไม่ดีมากมายเกี่ยวกับโรคมะเร็ง คิดว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใครเป็นแล้วจะต้องเสียชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น หลายคนจึงรู้สึกกลัวโรคมะเร็ง แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้ร้ายกาจกว่าโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้
ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและโรคมะเร็ง ประจำศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือ SiPH กล่าวว่า ปัจจุบันนั้นโรคมะเร็งส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้ แต่โอกาสหายขึ้นอยู่กับความรุนแรง และลักษณะการเจริญเติบโตของมะเร็งที่พบ




"ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ทวีปยุโรปและอเมริกา มีผลสำรวจว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลดลง เนื่องจากวิทยาการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย บวกกับความก้าวหน้าของเครื่องมือคัดกรองโรคมะเร็งต่างๆ ทำให้ตรวจพบการก่อตัวที่ผิดปกติของเซลล์เร็วขึ้น ก่อนเซลล์จะผิดรูปกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้โอกาสในการรักษามีมากขึ้นตามไปด้วย"
ศ.นพ.พิทยภูมิระบุว่า แนวทางที่จะรอดจากมะเร็งในประเทศไทย คือ "ลด" การเกิดด้วยการ "ค้นหา" ให้พบเร็วที่สุด เพื่อหาวิธีรักษาให้หาย นี่คือความหวังในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง
"สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายขาดจากการเป็นมะเร็งก็คือ การค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม"
ข่าวดีสำหรับประเทศไทยคือ ปัจจุบันมีศูนย์มะเร็งเกิดขึ้นมากมายในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการในการรักษาโรคมะเร็งของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์มะเร็ง SiPH ถือเป็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีความพร้อมให้บริการเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งครบทุก สาขาในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายกว่า200 ชนิด


ศ.นพ.พิทยภูมิเล่าต่อว่า ปัจจุบันความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนจากการรักษาลดลง เนื่องจากความก้าวหน้าในการผ่าตัด โดยวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีนั้นมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การผ่าตัด การรักษาด้วยการให้ยา และการฉายรังสี
สำหรับวิธีป้องกันมะเร็งสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง คือ หลีกเลี่ยงการเสพหรือรับประทานของที่ไม่มีประโยชน์ เช่น บุหรี่ สุรา ของปิ้งย่าง หรืออาหารจำพวกไขมัน เพราะจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ดี แม้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไม่เกิดโรคมะเร็งอย่างถาวร แต่หากหยุดกระบวนการที่ไปกระทบกับเซลล์บ่อยๆ ก็จะช่วยให้เซลล์ไม่ผิดรูป หรือกลับกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
"หากพบ 7 สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง ได้แก่ การขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง แผลที่ไม่หาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลืนอาหารลำบาก ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝที่เปลี่ยนไป และไอจนเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ทำให้ลดอัตราเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้อย่างมี ประสิทธิภาพ" ศ.นพ.พิทยภูมิทิ้งท้าย

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง

5 ทำ 5 ไม่ ไกลมะเร็ง
คอลัมน์ คุยกับหมอพิณ
โดย พญ.พิณนภางค์ ศรีพหล
"จากผลตรวจชิ้นเนื้อ คุณเป็นมะเร็งค่ะ" ประโยคที่หมอไม่อยากจะพูดและคนไข้ไม่อยากจะได้ยิน แค่คำว่า "มะเร็ง" คำเดียว เป็นข่าวร้าย เหมือนคำพิพากษาที่ฟาดลงมาต่อผู้ป่วยและครอบครัว แค่ได้ยินคำนั้น คนไข้ส่วนใหญ่ก็สติกระจัดกระจาย หมออธิบายอะไรไป ก็ดูจะไม่เข้าหู
อันที่จริงแล้ว มะเร็งบางอย่างบางระยะก็รักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าเลือกได้ก็ขอเลือกที่จะไม่เป็นดีกว่า  แต่บางอย่างเราก็เลือกไม่ได้ คล้ายชีวิตถูกลิขิตมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะนอนรอให้ชะตาลิขิตไปซะทีเดียว
วันนี้เราจะมาคุยกันในส่วนที่ ต้องฝ่าฟัน ข้อมูล 5 ไม่ 5 ทำ นำมาจากแผ่นพับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ น่าสนใจมากทีเดียว ไม่ยาก แค่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัยเท่านั้นเองค่ะ

5 ทำ คือ 5 อย่างที่ควรทำ ได้แก่
1.ออกกำลังกายเป็นนิจ เพราะ ว่าจะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความอ้วน และคลายเครียดได้ด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที
2.ทำจิตแจ่มใส เพราะร่างกายแข็งแรงมีพื้นฐานมาจากจิตใจที่แข็งแรง
3.กินผักผลไม้ เพราะ ในผักผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านมะเร็ง และมีเส้นใยอาหาร ลดการเกิดโรคมะเร็งได้ เราควรทานผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ หรือประมาณ 500 กรัมต่อวัน จำง่าย ๆ ว่า (ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง)
4."กิน" อาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ ซ้ำซากจำเจ "ลด" อาหารไขมันสูง อาหารปิ้ง ย่าง ทอดที่ไหม้เกรียม เนื้อสัตว์สีแดง และอาหารหมักดอง "หลีกเลี่ยง" อาหารที่มีสารดินประสิว และไนโตรซามิน เนื่องจากมีสารก่อมะเร็ง
5.ตรวจร่างกายเป็นประจำ มะเร็งบางประเภทสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าอยู่ในระยะเริ่มต้น
ดังนั้น การตรวจร่างกายประจำปีจึงสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เพราะจะทำให้รู้ว่าท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดใด
ผ่าน 5 ทำมาแล้ว ทีนี้มาถึง 5 ไม่บ้างนะคะ
1.ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งไต และมะเร็งปากมดลูก นอกจากมะเร็งแล้ว บุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพองอีกด้วยนะคะ ต่อให้เราไม่ได้สูบเอง การสูดดมควันบุหรี่ที่มีสารน้ำมันทาร์ และสารเคมีมากมายที่มีสารก่อมะเร็งร่วมด้วย ดังนั้น ควร "งด" สูบบุหรี่ และ "หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นด้วยค่ะ
2.ไม่มีเซ็กซ์มั่ว สตรี ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และคู่นอนหลายคน มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และมีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันควร หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ถุงยางอนามัย และการตรวจภายในประจำปี ช่วยได้ค่ะ
3.ไม่มัวเมาสุรา สุรา เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งหลอดอาหาร แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ชายไม่ควรดื่มสุราเกิน 2 แก้วต่อวัน ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วต่อวัน
4.ไม่ตากแดดจ้า เพราะ แสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ที่เป็นปัจจัยต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเร็งแล้วยังทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และต้อกระจกอีกด้วย
5.ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ การ กินปลาตระกูลปลาตะเพียนที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับ โดยหากบริโภคแบบสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อย ลาบ ทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตับได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว และตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิทุกปี
5 ทำ 5 ไม่ ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมคะ แค่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัยเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

13 อาการสัญญาณก่อโรคมะเร็ง

ร่างกายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากไม่หมั่นสังเกต คุณอาจไม่รู้ว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแข็งแรงขึ้น หรือย่ำแย่ลงสัญญาณเตือนต่อไปนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณหันมาทบทวน และปรับปรุงตัวเองก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ 13 อาการสัญญาณก่อโรคมะเร็งควรรีไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังนี้

1. หายใจมีเสียงหวีดหรือหายใจไม่ทัน หนึ่งในอาการแรกของโรคมะเร็งปอดที่ผู้ป่วยนึกออกเมื่อมองย้อนกลับไปดูก็คืออาการหายใจไม่ทัน

2. ไอเรื้อรังหรือเจ็บหน้าอก มะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอดอาจทำให้มีอาการคล้ายกับไอเรื้อรัง หรือหลอดลมอักเสบได้ แต่การไอของโรคมะเร็งจะมีความแตกต่างคือเป็นเรื้อรังหรือเป็นๆ หายๆ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางรายยังมีอาการปวดหน้าอกที่ลามไปยังไหล่หรือ แขนอีกด้วย


3. มีไข้หรือติดเชื้อบ่อย อาการนี้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและจะไปเบียดเบียนเซลล์เม็ด เลือดขาวปกติ ทำให้ร่างกายขาดความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค แพทย์มักตรวจพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวในผู้ใหญ่ที่ป่วยและมาพบแพทย์ซ้ำๆ ด้วยอาการไข้ ปวดเมื่อยตัว และอาการคล้ายไข้หวัดเป็นเวลานาน


4. กลืนลำบาก แม้อาการนี้จะสัมพันธ์กับมะเร็งในหลอดอาหารหรือลำคอที่สุด แต่บางครั้งอาการกลืนอาหารลำบากก็เป็นสัญญาณแรกของมะเร็งปอดได้เช่นกัน


5. ต่อมน้ำเหลืองโตหรือก้อนที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ภาวะต่อมน้ำเหลืองโตบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบน้ำเหลืองซึ่งอาจจะเป็น อาการของโรคมะเร็ง เป็นต้นว่า ก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตที่ใต้รักแร้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่ก้อนที่ลำคอ รักแร้ หรือขาหนีบที่ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งเม็ด เลือดขาว
6. รอยฟกช้ำหรือเลือดออกไม่หยุด อาการนี้มักชี้ถึงความผิดปกติของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดงซึ่งอาจเป็นอาการ ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางรายพบรอยช้ำที่บริเวณแปลกๆ เช่น ตามนิ้วและมือ ทั้งยังมีรอยแดงที่ใบหน้า ลำคอ และหน้าอก หรือมีอาการเลือดออกที่เหงือก เนื่องจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นจนไปเบียดเบียนเซลล์เม็ดเลือด แดงและเกล็ดเลือด ทำให้ความสามารถในการนำส่งออกซิเจนและแข็งตัวของเลือดลดลง


7. ปวดท้องน้อยหรือปวดท้อง อาการปวดท้องน้อยเพียงอย่างเดียวอาจหมายถึงได้ทั้งภาวะพังผืดในมดลูก ซีสต์ในรังไข่ และความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์อื่นๆ แพทย์จึงมักไม่สงสัยเรื่องโรคมะเร็ง ดังนั้นคุณจึงควรขอให้แพทย์ตรวจร่างกายโดยละเอียด เนื่องจากอาการปวดและตะคริวที่ท้องน้อยหรือช่องท้องอาจเกิดร่วมกับอาการท้อง อืดซึ่งเป็นอาการของโรคมะเร็งรังไข่ได้ นอกจากนี้การขยายตัวของม้ามในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก็อาจก่อให้เกิด อาการปวดท้องเช่นกัน
8. อาการเลือดออกที่ทวารหนักหรือถ่ายปนเลือด หลายคนอาจคิดว่าอาการถ่ายปนเลือดเป็นแค่ริดสีดวงเป็นอาการโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

9 . อาหารไม่ย่อยหรือปวดกระเพาะ อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็ช่วยให้แพทย์สั่งตรวจอัลตราซาวนด์และสามารถพบ มะเร็งตับได้แต่เนิ่นๆ อีกทั้งอาการปวดเกร็งช่องท้องหรืออาหารไม่ย่อยเป็นประจำอาจแสดงถึงโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่


10. เต้านมบวม แดง หรือเจ็บ อาจบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ (inflammatory breast cancer) ซึ่งมีอาการบวม ร้อนที่เต้านม สีที่เปลี่ยนไปเป็นแดงหรือม่วงก็ถือเป็นอีกหนึ่งอาการที่ควรระวังไม่ต่างจาก พบรอยบุ๋มคล้ายผิวส้มที่ผิวเต้านม นอกจากนี้โรคมะเร็งเต้านมชนิดอักเสบยังอาจก่อให้เกิดอาการอื่นๆ ที่หัวนม เช่น อาการคัน ผิวลอกเป็นแผ่น หรือแตกเป็นสะเก็ดได้อีกด้วย


11. ประจำเดือนมามากหรือปวดประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอย นี่คือสัญญาณของโรคมะเร็งที่เยื่อบุโพรงมดลูกหรือมดลูก หากคุณสงสัยว่าอาการประจำเดือนออกมากของคุณมีสาเหตุแอบแฝง ก็ลองขอให้แพทย์ทำอัลตราซาวนด์ผ่านช่องคลอดดูได้ค่ะ

12. อาการบวมที่ใบหน้า ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางรายมีอาการบวมหรือแดงที่ใบหน้า ซึ่งเป็นเพราะมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) มักจะไปกดเส้นเลือดแดงในหน้าอก ทำให้เลือดไหลเวียนจากศีรษะและใบหน้าไม่สะดวก


13. ความผิดปกติที่เล็บ จุดหรือเส้นสีดำใต้เล็บบ่งถึงอาการของโรคมะเร็งผิวหนัง ขณะที่อาการ "นิ้วปุ้ม" ซึ่งปลายนิ้วมือพองนูนและปลายเล็บงุ้มลงเข้าหานิ้ว อาจเป็นอาการของโรคปอด เล็บที่มีสีซีดหรือเปลี่ยนเป็นสีขาวอาจมีสาเหตุมาจากการทำงานของตับที่ลดลง ซึ่งอาจหมายถึงโรคมะเร็งตับได้

ผักผลไม้พิชิตมะเร็ง

ผักผลไม้พิชิตมะเร็ง

Censored Cancer

ปัญหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในชายไทย ยังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญ มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของมะเร็งในผู้ชาย โดยมีอัตราการเกิดโรคประมาณ 1 ใน 10 หมายความว่าในผู้ชายทุกๆ 10 คน จะมี 1 คนป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มีข้อมูลยืนยันว่า อาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค โดยคนอ้วนมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคนี้สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย พบในผู้ชายอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
สำหรับการใช้พืชผักสมุนไพรในการดูแลรักษาและป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก นั้น แนะนำให้ทานมะเขือเทศ เนื่องจากมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศทุกชนิดมี ไลโคปีน ซึ่งเป็นสีแดงในมะเขือเทศ มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง ป้องกันกระบวนการเสื่อมของเซลล์ต่อมลูกหมากได้ดี มีรายงานว่าไลโคปีนสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ มะเขือเทศสุก เช่น น้ำมะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ จะดีกว่ามะเขือเทศสด เนื่องจากการทำให้สุก ทำให้ไลโคปีนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า ที่สำคัญไลโคปีนในมะเขือเทศยังสามารถลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม ปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ด้วย นอกจากมะเขือเทศแล้ว เรายังสามารถหาไลโคปีนได้จากผลไม้อื่นๆ ได้แก่ แตงโม ฝรั่ง และสับปะรด
Censored Cancer
นอกจากนี้ยังแนะนำเมล็ดฟักทอง ที่เด่นในเรื่องการป้องกันมะเร็งต่อมลูกมาก และยังพบว่าในเมล็ดฟักทองนั้นอุดมด้วยสารสำคัญพวกกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ กรดอะลานีน ไกลซีน กลูตามิก รวมทั้งธาตุสังกะสี และแมกนีเซียมที่มีความจำเป็นต่อต่อมลูกหมาก มีงานวิจัยว่าสารสกัดจากเมล็ดฟักทอง มีฤทธิ์ในการรักษาต่อมลูกหมากโต จากการทดลองในผู้ป่วยกว่าสองพันคน พบว่า 41% มีการปัสสาวะได้ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย โดยไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ประโยชน์ของเมล็ดฟักทอง ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานปกติ ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่มีสังกะสีเป็นส่วนประกอบมากที่สุด ในเมล็ดฟักทองเป็นแหล่งของสังกะสีซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการ เจริญเติบโตทั่วไป และการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ที่พอเหมาะ ตลอดจนการทำงานตามปกติของ ต่อมลูกหมาก (prostate gland) การขาดสังกะสีเป็นสาเหตุของการเป็นหมัน และทำให้ขนาดและโครงสร้างของต่อมลูกหมากผิดปกติได้
ข้อมูลจาก : กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๑ กรุงเทพฯ,

5 มะเร็งร้าย กับวัยที่เปลี่ยนแปลง

พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่ วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไปคอลัมน์ รู้ทันโรคมะเร็ง
เราๆ ท่านๆ คงทราบดีแล้วว่า ปัญหา "มะเร็ง" นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีเพียงใด แต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า
ที่ผ่านมาว่า มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่าคนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน
ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และนี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย
นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดในอนาคตเชื่อว่าต้องมากกว่านี้แน่ๆ (?)

ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง
1) มะเร็งตับ ปัจจุบัน พบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75 - 80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั่นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิดพบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันอย่างถูก ต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์
2) มะเร็งปอด พบ ในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากัน แต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็งชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือสิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนที่สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัช เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสมหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ
3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้ง การมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถเกิดกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญ จึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้
4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปไปตรวจเต้านม
ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง เป็นประจำหลังหมดประเดือน ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกัน มะเร็งทุกชนิด รวมทั้งลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%
5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงมีความจำเป็นโดยควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50 - 75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะขณะที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่ม ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)
การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้... ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งโรคร้ายต้านได้ด้วยอาหาร

“มะเร็ง” แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยินแล้ว! งั้นก็ต้องป้องกันไว้ก่อนคุณปฏิมา พรพจมาน นักกำหนดอาหาร ร.พ. สมิติเวช สุขุมวิท บอกมาว่า แค่กินให้เป็นก็ลดโอกาสเจอมะเร็งได้ถึง 30% แน่ะ ชอบเลย!


เสริมรสชาติด้วยเครื่องเทศเด็ดๆ
กระเทียม หัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ มีออร์กาโนซัลเฟอร์ ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ทำลายสารพิษ เซลล์ก็เลยต้านฤทธิ์สารก่อมะเร็งได้ และยังมีสารยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียซึ่งก่อมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยเลิศ ที่สุดต้องยกให้ “ขมิ้น” ที่มีสาร Curcumin ต้านมะเร็งได้กว่า 20 ชนิดแน่ะ
Did You Know?


สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติของไทย พ.ศ. 2554 ชี้ว่า ภาคใต้มีเปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ต่ำที่สุด คาดว่าน่าจะมาจากอาหารที่จัดจ้านด้วยเครื่องเทศ โดยเฉพาะขมิ้นนี่แหละ!

ของว่างชั้นเลิศต้องถั่วเมล็ดแห้ง


จะเป็นถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วเขียว หรือถั่วพิสตาชิโอก็ได้ เพราะอุดมด้วยสารยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส (Protease Inhibitors) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตและการลุกลามของมะเร็ง และยังมีกรดไฟติกที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและยับยั้งเลือดที่มาเลี้ยงเซลล์ มะเร็งด้วย แต่ต้องระวังพวกถั่วเก่าเก็บเหม็นหืน เพราะอาจมีสารพิษจากเชื้อราอัลฟ่าท็อกซินเจือปน และก่อให้เกิดมะเร็ง
จานเด็ดเฮลตี้…ผักผลไม้ครึ่งจาน
หรือรวมกันให้ ได้สัก 1/2 กิโลกรัมต่อวัน เน้นความหลากหลายและหลากสีสันไว้ก่อน ยิ่งสีเข้มเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะมีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีนลูทีน และไลโคปีน) คลอโรฟิลด์ แอนโทไซยานิน และอื่นๆ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง
Hot Drink! ชาเขียว

นักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่นและจีนพบว่า คาเตชิน (Catechin) ในชาเขียว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง และป้องกันมะเร็งได้หลายชนิดเลยชงชาให้ได้ประโยชน์เต็มที่…

- ล้างกาเฟอีน โดยแช่ใบชาในน้ำร้อน 1 นาที แล้วเทน้ำทิ้ง
- แช่ใบชาลงในน้ำที่อุ่นลงเล็กน้อย 2 นาที แล้วจิบขณะอุ่นๆ
เมื่อมีอาหารต้านมะเร็ง ก็ต้องมีอาหารก่อมะเร็ง!
- อาหารแปรรูป เช่น กุนเชียงไส้กรอก โดยเฉพาะที่สีสดๆ มักมีดินประสิวหรือเกลือไนเตรตผสมอยู่ กินประจำก็สะสมและเป็นตัวก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
- อาหารปิ้งย่างหรือรมควัน เวลา ไขมันหยดลงบนเตา ควันที่ลอยขึ้นมานั้นจะมีสารพิษที่ชื่อ PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) ปนมาเกาะติดกับอาหาร มีอยู่มากในบริเวณที่ไหม้เกรียม
- อาหารทอด ปิ้งย่าง ด้วยความร้อนสูง หรือเนื้อสัตว์ตุ๋นนานเกิน 2 ชั่วโมง จะเกิดสารพิษที่เรียกว่า HCA (Heterocyclic Amine) นี่ก็เป็นตัวร้ายก่อมะเร็งเหมือนกัน